Tuesday, March 9, 2010

พงษาวดารล้านช้าง (ตามถ้อยคำในฉบับเดิม)

http://th.wikisource.org/wiki/พงศาวดารล้านช้าง

01195_1

บริเฉทที่ ๑ : อันนี้จักจารึกด้วยวงษา อันเปนพระยายักษ์ผุดแต่เมืองลังกา มาเปนใหญ่ในนครศรีสัตนาคนหุตนี้แต่ปฐมหัวที ยังมีพระยายักษ์ตนหนึ่งชื่อว่านันทา เมียชื่อพระมหาเทวี ลูกชื่อนางการี(คือเมรี) เขาเจ้าผัวนางตายก่อนเมีย จึงไปเปนพระยาอินทปัตเกิดลูกชื่อเจ้าพุทธเสน (พระรท)มาเอานางกางรีเปนเมีย มีลูกผู้ชายผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวพิศี มีลูกหญิงผู้หนึ่งชื่อว่านางพิไสย เขาเจ้าเอากันเปนผัวเมียกัน จึงมีลูกชายผู้หนึ่งชื่อว่าอ้ายชะเลิกเอิก ลูกหญิงผู้หนึ่งชื่อเอื้อยชลึมฟ้า เขาเจ้าพี่น้องเอากันเปนผัวเมีย จึงมีลูกชายผู้หนึ่งชื่อ อ้ายเจตไห มีลูกหญิงผู้หนึ่งชื่อนางเกล้าใหญ่ปากกว้างหูรี เขาเจ้าเอากันเปนผัวเมียกัน เขาฝูงนั้นหากเปนวงษานันทามหาเทวีแต่นางกางรีพู้นมาแล เขาฝูงนั้นฉิบหายไปแล้ว ยังมีเจ้าฤๅษีสองตนน้องพี่มาเทศนาธรรมสอนสั่งฝูงปิศาจยักษ์ร้ายนาคา แลมีพระยางูเหลือมอยู่ถ้ำภูช่อง มีนางพระยาเงือกอยู่ภูข้างฟากน้ำลานก่ำเหนือทั้งศพเขหลวงปากอุ่นก็มา นาคใหญ่แก่งหลวงก็มา งูหลวงแก่ง

วังใหญ่ก็มา กับทั้งตัวอยู่ในผาแนบน้ำก็มา กับทั้งนาคตัวอยู่ผาสองเสื้อก็มา ไหว้บาทฟังธรรมเจ้า เจ้าฤๅษีเทศนาสั่งสอนคนทั้งหลายว่าไผอย่ายาดบ้านชิงเมืองเพื่อน อย่ายาดลูกชิงเมีย อย่ายาดข้อยชิงไพร่เพื่อนองค์เปนเจ้าก็เปนการลำบากดังนี้แล ยามหนึ่งหนาวคราวหนึ่งร้อน หนาวมีหอมีฮงหามายังปมน้ำอุ่นแลน้ำเย็นช่วยผ่อแทนหากันก็มีป่างนั้นแล แล้วเจ้าฤๅษีพี่น้องจึ่งแปงเมืองบ้านล้านช้างเปนปฐมก่อน เจ้าก็จึงมาตั้งเสาอินทขิณ คือว่าหลักมั่นไว้ตวันออกอันหนึ่ง อันถ้วนสองไว้ข้างนาไร่เดียว อันถ้วนสามไว้สุพโฮมเมืองอันนี้ลวดได้ชื่อว่าเชียงทอง เหตุเอาต้นทองเปนนิมิตร ชื่อว่าเชียงคง เหตุเอานามดงเปนนิมิตร ชื่อว่าล้านช้าง เหตุเอาภูช้างเปนนิมิตร แลเมืองอันนี้จึงเรียกชื่อว่า ศรีสัตนาคนหุต เหตุเอานาคทั้งเจ็ดเปนนิมิตร จึงเรียกศรีสัตนาคนหุตราชธานีศรีเชียงคงเชียงทองเพื่ออัน แล้วเจ้าฤๅษีก็เสด็จหนีตามฤทธิ แต่นั้นจิรกาลล่วงมา ยังมีผู้หนึ่งอยู่เวียงจันทรพานิชซา จึงขึ้นมาค้าในเชียงคงเชียงทอง ในคืนวันหนึ่งนั้นท่านก็ฝันว่ามือขวาป่ายพระอาทิตย์ มือซ้ายป่ายพระจันทร์ สองตีนยันกงรถพระสุริยาปรากฎออกมา พานิชจึงไปหาพ่อค้าแก้คำฝันอันเปนอัศจรรย์ พ่อค้าผู้นั้นว่าผู้น้อยฝันใหญ่จักได้กินขี้เพื่อน พ่อค้าพานิชซาจึงเมื้อไหว้มหาเถรเจ้าแก้คำฝัน มหาเถรเจ้าจึงให้พานิชซาคืนมาหมกขี้ฮ้ากินแล้วสะหัวเสียแล้วมาหาเฮาเทอญ มหา เถรว่าดังนั้นมันก็ตามคำมหาเถรเจ้า แล้วมหาเถรจึงทำนายทายว่า อุบาสกขึ้นเมือเงินคำจักติดสันถ่อขึ้นมา อุบาสกอย่าได้เอาเมือฮวด

เชียงทองเงินกำจัดเนืองนองมามาก แก้วแหวนหากเหลือตรา ช้างม้ามากมูลมาถวายบูชาอุบาสกดีหลีแล เมื่อนั้นพานิชซาก็ไหว้มหาเถรเจ้าแล้วก็ขึ้นมา เงินคำติดถ่อขึ้นมา พานิชซาก็บ่เอา มาฮวดเชียงทองเห็นเงินคำหลายหลากสองฝั่งฟากน้ำของ เท่าเอามาให้ทานยาจกคนขอเปนอันมาก ชาวเมืองเห็นหลากแก่ตา ก็จึงอุศยาภิเศกเปนพระยาในเชียงคง เชียงทอง สร้างบ้านแปงเมืองสืบแนวเนื่องราชวงษาชั้นนั้นแล้ว

ยังมีผู้หนึ่งชื่อว่าขุนชวาจึงมาสร้างบ้านแปงเมืองในเชียงคงเชียงทอง ลวดว่าเมืองชวาตามวงษา ขุนชวาจึงไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อยีบา ขุนชวาตายไว้เมืองแก่ยีบา ๆ ไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อว่าวิริยา ขุนวิริยาตาย ไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อกันฮาง ขุนกันฮางไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อลกลิง ขุนลกลิง ไว้ลูกผู้หนึ่งระวัง ขุนระวังไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อยีผง เมื่อขุนกันฮางอยู่ สร้างบ้านแปงเมืองชวา ลูกมันผู้ชื่อลูกลิงก็ยัง หลานมันผู้ชื่อระวังก็ยัง เหลนมันผู้ชื่อยี่ผลก็ยัง เขา ๘ คนพ่อลูกหลานเหลน ยังเปนขุนใหญ่อยู่กินบ้านล้านช้างที่นี้มาก่อนแล ปฐมนิทานํ นิ ฏฐิตํ

บริเฉทที่ ๒:ดูราสปุริสทั้งหลาย ดังเราจักรู้มามีในกาลเมื่อก่อนเถ้าเก่าเล่ามา เปนคำปรำปราสืบ ๆ มาว่าดังนี้ กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เปนดินเปนหญ้าเปนฟ้าเปนแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด

เมื่อนั้นยังมีขุนใหญ่ ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อว่าปู่ลางเชิง ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่ม กินปลาเฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า เมื่อนั้นแถนจึงใช้ให้มากล่าวแก่คนทั้งหลายว่า ในเมืองลุ่มนี้กินเข้าให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน ได้กินขึ้นก็ให้ส่งขาได้กินปลาก็ให้ส่งรอยแก่แถน เมื่อนั้นคนทั้งหลายก็บ่ฟังคามแถน แม้นใช้มาบอกสองทีสามที ก็บ่ฟังหั้นแล

แต่นั่นแถนจึงให้น้ำท่วมเมืองลุ่ม ลีดเลียงท่วมเมืองเพียงละลายคนทั้งหลายก็ฉิบหายมากนักชะแล

ยามนั้นปู่ลางเชิงแลขุนเด็กขุนคาน รู้ว่าแถนเคียดแก่เขา ๆ จึงเอาไม้ขาแรงเฮ็ดแพเอาไม้แปงเรือนเฮ็ดพวง แล้วเขาจึงเอาลูกเอาเมียเข้าอยู่ในแพนั้น แล้วน้ำจึงพัดเขาขึ้นเมือบน ขนเอาเมือเมืองฟ้าพู้นแล

พระยาแถนจึงถามเขาว่า สูจักมาเมืองฟ้าตูพี้เฮดสัง เขาจึงบอกเหตุการณ์ทั้งมวญ พระยาแถนจึงว่าตูใช้ให้ไปกล่าวแก่สูสองสามทีให้ยำแถนยำผีเถ้ายำเจ้ายืนกาย สูสั่งบ่ฟังคำกูจึงเท่าสูแล้ว

ทีนั้นพระยาแถน จึงให้เขาไปอยู่ที่บึงดอนแถนลอหั้นแล แต่นั้นน้ำจึงแห้งจึงบกเปนพื้นแผ่นดิน เขาจึงไหว้ขอพระยาแถนว่า ตูข้อยนี้อยู่เมืองบนบ่แกว่นแล่นเมืองพ้าบ่เปน ตูข้อยขอไปอยู่เมืองลุ่มลิดเลียง เมืองเพียงพักย่อมพู้นเทอญ เมื่อนั้นพระยาแถนจึงให้เอาลงมาส่ง ทั้งให้ควายเขาลู่แก่เขา จึงเอากันลงมาตั้งอยู่ที่นาน้อยอ้อยหนูนก่อหั้นแล แต่นั้นเขาจึงเอาควายนั้นเฮ็ดนากิน นานประมาณ

๓ ปี ควายเขาก็ตายเสีย เขาละซากควายเสียที่นาน้อยอ้อยหนูหั้นแล้ว อยู่บ่นานเท่าใด เครือหมากน้ำก็เกิดออกฮูดังควายตัวตายนั้นออกยาวมาแล้ว ก็ออกเปนหมากน้ำเต้าปูง ๓ หน่วย แลหน่วยนั้นใหญ่ประมาณเท่ารินเขาปลูกเข้านั้น เมื่อเครื่องหมากนั้นแก่แล้ว คนทั้งหลายก็เกิดมาอาไศรยซึ่งหมากน้ำ เปนดังนางอาสังโนเกิดในท้องดอกบัวเจ้าฤๅษีเอามาเลี้ยงไว้ คนทั้งหลายฝูงเกิดในผลหมากน้ำเต้าฝูงนั้นก็ร้องก้องนีนันมากนัก ในหมากน้ำนั้นแล ๏ ยามนั้นปู่ลางเชิงจึงเผาเหล็กชีแดงชีหมากน้ำนั้น คนทั้งหลายจึงบุเบียดกันออกมาทางฮูทีชีนั้น ออกมาทางฮูทีนั้นก็บ่เบิ่งคับคั่งกัน ขุนคานจึงเอาสิ่วไปสิ่วฮู ให้เปนฮูแควนใหญ่แควนกว้าง คนทั้งหลายก็ลุไหลออกมานานประมาณ ๓ วัน ๓ คืนจึงหมดหั้นแล คนทั้งหลายฝูงออกมาทางฮูชีนั้นแบ่งเปน ๒ หมู่ ๆ หนึ่งเรียกชื่อไทยลม หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลี ผู้ออกทางฮูสิ่วนั้นแบ่งเปน ๓ หมู่ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยเลิง หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลอ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยควางแล ๏ แต่นั้นฝูงปู่ลางเชิง จึ่งบอกสอนเขาให้เฮ็ดไฮ่ไถนา ทอผ้าทอสิ้นเลี้ยงชีวิตรเขา แล้วก็ปลูกแปงเขาให้เปนผัวเปนเมีย มีเย่ามีเรือนก็จึงมีลูกหญิงลูกชายมากนักแล เมื่อนั้นปู่ลางเชิงเล่าบอกให้เขารักพ่อเลี้ยงรักแม่เลี้ยง เคารพยำเกรงผู้เถ้าผู้แก่กว่าตนเขาแล อยู่หึงนานไปพ่อแม่เขาก็ตาย ท่านปู่ลางเชิงเล่าบอกให้เขาไหว้พ่อแม่เขาแล้วให้ส่งสการเมี้ยนซากฝูงออกมาทางฮูสิ่วให้เผาเสีย เก็บถูกล้างสร้อยสีแล้วให้แปงเถียง ใส่ลูกไว้ให้ไปส่งเข้าส่งน้ำชุมื้อ ฝูงออก

๓๙๒ พงษาวดารล้านช้าง ทางฮูชีนั้นให้ฝังเสียแล้วแปงเถียงกวมไว้เล่า ให้ไปส่งเข้าน้ำชุวันคั้นเขาไปบ่ได้ปู่ลางเชิงบอกให้แต่งเพื่อน เข้าเหล้าไว้ห้าห้องเรือนเขาแล้วให้เขาเรียกพ่อแม่เขาฝูงตายนั้นมากินหั้นแล ๏ แต่นั้นคนทั้งหลายฝูงเกิดมาในน้ำเต้า ฝูงออกมาทางฮูสิ่วนั้นเปนไทย ฝูงออกมาทางฮูชีนั้นเปนข้า คนฝูงนั้นลวดเปนข้อยเปนไพร่เขาเจ้าขุนทั้งสามนั้นแล เมื่อนั้นคนแผ่พวกมามากนัก มากอย่างทรายหลายอย่างน้ำ ท่อว่าหาท้าวหาพระยาบ่ได้ ปู่ลางเชิงทั้งขุนเด็กขุนคานบอกสอนเขาก็บ่แพ้ แม้ว่าใคเขาก็บ่เอาคำ ขุนทั้งสามก็จึงขึ้นเมือขอหาท้าวพระยากวนแถนหลวง พระยาแถนจึงให้ขุนครูแลขุนครอง ลงมาเปนท้าวพระยาแก่เขาหั้นแล ๏ เมื่อขุนทั้งสองลงมา สร้างบ้านก็บ่เปลือง สร้างเมืองก็บ่กว้าง สูกินเหล้าชุมื้อชุวัน นานมาไพร่ค้างทุกขค้างยากก็บ่ดูนา ๏ เมื่อนั้นขุนเด็กขุนคาน จึ่งขึ้นเมือไหว้สาแก่พระยาแถน ๆ จึ่งถกเอาทังสองหนีเมือบนหนเมือฟ้าดังเก่าเล่าแล พาหิระนิทานํนิฏฐิตํ ๏ ปางนั้นพระยาแถนหลวงจึงให้ท้าวผู้มีบุญ ชื่อว่าขุนบูลมมหาราชาธิราช (บรมมหาราชาธิราช) อันได้อาชญาพระยาแถนแล้ว ก็จึ่งเอารี้พลคนทั้งหลายลงเมือเมืองลุ่มลีดเลียงเมืองเพียงคักค้อย มาอยู่ที่นาน้อยอ้อยหนูอันมีลุ่มเมืองแถนหั้นก่อนแล ๏ ทีนั้นคนทั้งหลายฝูงออกมาแต่น้ำเต้าปูงนั้น ผู้รู้หลักนักปราชญ์นั้นเขาก็มาเปนลูกท่านเบ่าเธอขุนบูลมมหาราชา แลผู้ใบ้ช้านั้นเขาก็อยู่เปนไพร่ไปเปนป่า สร้างไฮ่เฮ็ดนากินแล

พงษาวดารล้านช้าง ๓๙๓ ๏ เมื่อนั้นขุนบูลมมหาราชา ก็เจรจากับเจ้าขุนทั้งหลายฝูงลงมาพร้อมตนนั่นว่า แรกแต่นี้เมื่อน่าเราจักเฮ็ดสิ่งใด ให้มีอันนุ่งอันกินแก่คนทั้งหลายนี้จา แต่ก่อนพู้นพระยาแถนเจ้าให้ขุนคองลงมาปกห้อมคนทั้งหลายดังนั้น สองเขามาสร้างบ้านก็บ่เปลือง สร้างเมืองก็บ่กว้าง แถนจึงถกเขาหนีเมือเมืองบน ขนเขาหนีเมือเมืองฟ้าพู้นแล้ว ในที่นี้แถนเล่าให้เราพี่น้องลงมาปกมาฮวมเขานี้แลมาดูคนทั้งหลายนี้ มากดังทรายหลายดังน้ำ เราจะคิดการอันใดให้มีอันห่มอันปกเขา ให้มีอันจักกินแก่เขานี้จา มาเราเปนพี่น้องให้ขุนเสลิงเมือไหว้สาพระยาแถนเจ้าเทอญ ยามนั้นขุนเสลิงก็เมือไหว้เมือสาเล่าแก่พระยาแถนชุประการหั้นแล ๏ เมื่อนั้นพระยาแถนหลวงจึ่งให้แถนแต่ง แลพิศณุกรรมลงมาแต่แปงแก่เขา แถนแต่งจึงมาแต่ยามให้ทำไร่ทำนา ปลูกเข้าปลูกผักปลูกลูกไม้หัวมันทั้งมวญอันจักควรกิน เล่าบอกยามอันทอผ้า หาที่หากเปนเชื้อชาติพืชพรรณยา แถนชื่อ แถนกรม แถนตรา เกลางกเกลางา ตับค้ายเกิดเมืองคนมาเอาปฏิสนธิด้วยโอปปาติกะชาติองอาจนักหนา ทั้งอรรคชายานางนาฎ โฉมพิลาศชื่อนางแอกแดง ทั้งนางยมพาลาแฝงฝ่ายข้าง ทั้งให้ช้างงาแดงกอดลงมาทั้งกองฮาง เงินฮาง ง้าวกับทั้งตาวฮางกร แลดาบเหล็กพวนฝักหวาย ทั้งง้าวปายชายด้ำมาศ ทั้งเกิบแลดาบฝักคำ ทั้งคันธนูกับแล่ง หอกละมังแมงคันคำทั้งให้ไถกลอนมาสอนคำแปงคำ ให้จำนำแห่แหน

๓๙๔ พงษาวดารล้านช้าง เขาเจ้าทั้งสามแถนปลงความว่า ให้ขุนเสลิงลงถือแถนคำ ให้ขุนคานลงมาถือศรคำ ให้ขุนคองลงฮางถือง้าว ให้ขุนเมืองลงมาถือตาวฮางกร ให้ขุนทอนเลาถือดาบฝักหอย ให้ขุนแวนลงถือง้าวปลายไชย ให้ขุนพีลงถือเกิบฝักคำ ให้ขุนพลลงถือมุกคันคำ ให้ขุนพานลงถือธนู ๏ เมื่อนั้นขุนบูลมจึ่งขัดไถ้แสง สพายแวงสลิคันไชย ถือตาวแมวี กับมีดน้อยสวยเรียม แล้วก็จึ่งขึ้นขี่ช้างงาเกี้ยวงากอด จึ่งเอานางแอกแดงขี่ถัดขุนบูลมนั้น แลเอานางยมพาลาขี่ตาม แล้วแถนจึ่งให้ขุนสารขี่ตอนช้างขุนบูลมลงมา แถนเล่าให้ขุนค้ายถือเสียมลงมาตามหลัง ขุนยี่ให้ถือพ้าถือมีดมา ขุนอุ่นให้ถือขวานถือแอกลงมา ขุนคำให้ถือไถ่ถือเปดลงมามวญ ขุนทั้ง ๘ นี้จึ่งมาตามหลังขุนบูลมราชาแล ส่วนพิศณุกรรมจึ่งบอกคุณอันเข่นพร้ามีดจกเสียมเครื่อง เวียกการช่างเขาทั้งมวญ เล่าบอกคุณอันทำหูกทอฝ้าย แพรเขมฝ้ายด้ายไหมทั้งมวญ อันควรนุ่งควรกินทั้งมวญหั้นแล ๏ แถนจึ่งสั่งสอนขุนบูลม ผู้เปนท้าวเปนพระยาในลุ่มฟ้านี้ว่าไทยควางให้ออกหาขุนควาง ไทยวีให้ออกหาขุนวี ไทยเลิงให้ออกหาขุนเลิง ไทยเลนให้ออกหาขุนเลน ไทยลอให้ออกหาขุนลอ แถนแต่งเล่าจึ่งว่ากับขุนบูลมดังนี้ ตั้งแรกแต่นี้เมื่อน่า ชาวเมืองลุ่มนี้ได้กินขึ้นให้ส่งขาแก่แถน ได้กินปลาให้ส่งรอยแก่แถน ให้เฮ็ดแหวนเฮ็ดหัวส่งแก่ล่าม ใช้แถนแต่มื้อลวงคะลำแก่ผู้ชาย มื้อรวายให้คะลำแก่ผู้หญิง เดือนเจี๋ยงให้คะลำพื้น มื้อกดมื้อกาบเดือน

พงษาวดารล้านช้าง ๓๙๕ ๏ ให้กะลำพื้น มื้อเต่ามื้อระวาย พักบาทอย่าราน พักบาทขวานอย่าป้ำ ฟืนหาบน้ำอย่าตัก สากอย่าตำอย่าร่อน ได้จึ่งจะดีก็สูตาย ๏ เมื่อนั้นแถนแต่งแล้วพิศณุกรรมคั้นว่าสั่งสอนมวญขุนบูลมราชากับอำมาตยแลทั้งหลายดังนี้แล้ว ก็จึ่งเมือบอกเมือเล่าแก่พระยาแถนว่า มือขวาให้ห้ามผู้ชาย มือซ้ายให้ห้ามผู้หญิง เผือข้อยทั้งสองก็ไปแต่ง แปงบอกสอมเขาชุประการแล้ว เมื่อนั้นพระยาแถนเล่าถามว่าเครื่องอันจักเล่นจักหัว แลเสพรำคำขับทั้งมวญนั้นยังได้แต่งแปงให้แก่เขาไป ยามนั้นแถนแพนจึงว่าเครื่องฝูงนั้นข้อยไป่ได้แต่งแปงกาย เมื่อนั้นพระยาแถนหลวงจึงให้ศรีคันธพะเทวดา ลาลงมาบอกสอนคนทั้งหลายให้เฮ็ดฆ้องกลองกรับ เจแวงปีพาทยพิณเพี้ยะเพลงกลอนได้สอนให้ดนตรีทั้งมวญ แลเล่าบอกส่วนครูอันขับฟ้อนฮ่อนนะสิ่งสว่าง ระเมงละมางทั้งมวญถ้วนแล้ว ก็จึ่งเมื้อเล่าเมื้อไหว้แก่พระยาแถนหลวงชุประการหั้นแล ๏ เมื่อนั้นพระยาแถนหลวงจึ่งกล่าวว่า แต่นี้เมือน่า อย่าให้เขาขึ้นมาหาเฮาซ้ำสองทีทอญ แม้นเราก็อย่าลงไปหาเขาซ้ำสองทีทอญ แถนหลวงจึ่งให้ตัดข้อหลวงอันแรงกายหลายหลวงอันแรงเรียวนั้นเสีย แต่นั้น ผีแลคนลวดบ่เทียวไปมาหากันได้หั้นแล ๏ เมื่อนั้นขุนบูลมราชา อันเปนท้าวพระยาในเมืองลุ่มนี้สร้างบ้านก็บ่ทันเปลือง สร้างเมืองก็บ่ทันกว้าง ยังมีเครือเขากาด (แกลบ) เกิดเปนอุบาทว์ในห้องกวาทานนั้นแล แดนดินสูงขึ้นได้แลโยชน์ มี

๓๙๖ พงษาวดารล้านช้าง กิ่งเง่าแลปกรกกวมเมืองแถนทั้งมวญ อยู่สัพพรั่มเงาเอื้อมเมืองแมนพู้นแล คอยฟ้าก็บ่เห็น หนาวเย็นจักผิงแดดก็บ่ได้ ทั้งหลายเฮ็ดไร่ไถนากินก็บ่ดี ๏ เมื่อนั้นขุนบูลมจึ่งให้ไผไปตัดไปฟันเสียก็ว่าเข็ดแล้วนักบ่อาจจักไปตัดได้ ยามนั้นยังมีเถ้าแก่สองคน ผู้หนึ่งชื่อว่าเถ้าเย่อ ผู้หนึ่งชื่อว่าเถ้ายา ทั้งสองเขาจึ่งขันไปฟันเครือเขากาดต้นนั้น เขาจึ่งว่าเมื่อใดเผือข้อยหากตายไปแท้ ให้คนทั้งหลายได้ถือเวรทางเผือข้อยครั้นจักเฮ็ดจักกินอันใดก็ดี ให้ได้เรียกพาเผือข้อยก่อนจึ่งเฮ็ดจึ่งกินทอญ ยามนั้นเขาทั้งหลายว่า เออดีแล้ว ตูทั้งหลายหากจักเรียกหาเขือปู่ก่อน แล้วช่างเฮ็ดช่างกินชอบแล เมื่อนั้นเขาสองเถ้า ก็แบกขวานเข้าไปฟันชุวัน ๆ นานประมาณ ๓ เดือน ๓ วัน จึงขาดเครือเขากาดก็ล้มท่าวไป สองชายเขาก็ตายไปหั้นแล ปางนั้นคนทั้งหลายก็พอกพลีกรรมสองเขา จึ่งเรียกว่าเย่อกิน ยามนั้นเขาเกิดเปนอารักษเทวดา ก็ลวดกินเครื่องพอกเครื่องพลี ตามวิถีวิญญาจิตรอันคติหั้นแล ด้วยแท้จิลการนานนัก แต่นั้นมาภายน่าผีฝูงชาวล้านช้างเฮานั้นล้วนเอาความอันนั้นเปนนิมิตร ลวดว่ามาเย่อเปนโวหาร เรียกกันในกาลเมื่อจักเฮ็ดเวียดก็ดีจักกินก็ดี ฐานทีนั้นก็จึงเปนบ้านเปนเมืองกว้างว่างใหญ่ คนทั้งหลายจึงหมายชื่อว่าเมืองแถน เหตุฟ้าแล่นลงมาแต่งแปงให้ จึงเปนบ้านเปนเมืองแล ๏ เมื่อนั้นขุนบูลมราชาธิราช สร้างบ้านก็จึงเปลือง สร้างเมืองก็จึงฮู่ง ฝูงไพร่ก็อยู่ไถนาตกก้า ข้าก็อยู่พางฟันไร่เฮ็ดนากินแล

พงษาวดารล้านช้าง ๓๙๗ ภายน่าแต่นั้นอยู่หึงนาน ท้าวบูลมจึงมีลูกชาย ๗ คน ได้ด้วยนางแอกแดงก่อนผู้พี่อ้ายชื่อว่าขุนลอ ผู้ยี่ว่ายี่ผาลาน ผู้สามชื่อว่าสามจูสง ถัดนั้นจึ่งได้ลูกด้วยนางยมพาลา ๓ คน ผู้อ้ายชื่อว่าไสผงผู้หนึ่งชื่อว่างัวอิน ผู้หนึ่งชื่อว่าลกกลม แล้วก็ได้ด้วยนางแอกแดงผู้ถ้วน ๗ นั้น เรียกชื่อว่าเจ็ดเจิงแล เมื่อลูก ๗ คนนั้นก็ดี เมื่อลูกขุนบูลมนี้ใหญ่ขึ้นมารู้หลักนักปราชญ์แล้ว ขุนบูลมจึงรำพึงว่าลูกกูนี้ก็ใหญ่หนากล้าขึ้นมา รู้หลักพอสร้างบ้านแบ่งเมืองเปนชะแลปานนี้พอควรกูแผ่แม่ปลงลูกกู ไปก่อบ้านแปงเมืองให้กว้างขวางกินทอญ ครั้นขุนบูลมคิดดังนี้แล้ว ก็จึงกล่าวบอกลูกทั้งหลายว่ากูก็จักปลูกแปงลูกเจ้าให้ไปสร้างบ้านแปงเมือง กินที่กว้างหว่างพู้นแล เมื่อขุนบูลมกล่าวเท่านั้นแล้ว จึ่งมาปันเครื่องให้เขาพี่น้องคือว่าให้ฆ้องราง ง้าวตาว แม่วี แก่ขุนลอ ให้หอกมังคะละคันคำแก่ยี่ผาลาน ให้เกิบกับดาบฝักคำแก่สามจูสง ให้น่าซองคำแล่งชายคำไสผง ให้ง้าวปากไชยด้ำมาศแก่งัวอิน ให้ดาบท่อพวนฝักถักหวายแก่ลกกลม ให้ตาวรางกวนแก่เจ็ดเจิง ๏ เมื่อนั้นช้างเขียวงากอม (กรอม) แต่ปู่เจ้าแถนหลวงแบ่งมาดอมพ่อเขานั้น ครั้นตาย ขุนบูลมจึงให้เลื่อยงาช้างก่ำขวานั้นเปน ๔ ท่อน ๆ กกนั้นให้แก่ขุนลอท่อน ๑ ถัดนั้นให้แก่ยี่ผาลานท่อน ๑ ถัดปลายนั้นให้สามจูสงท่อน ๑ ปลายนั้นให้แก่เจ็ดเจิง ๔ คนเขานี้ลูกนางแอกแดงแล แล้วให้เลื่อยงาก่ำซ้ายนั้น เปน ๓ ท่อน ๆ

๓๙๘ พงษาวดารล้านช้าง กกนั้นให้แก่ไสผง ๑ ท่อนกลางให้แก่งัวอิน ๑ ท่อนปลายนั้นให้แก่ลกกลม ๓ คนนี้ลูกนางยมพาลาแล ๏ ขุนบูลมเล่าจักปันแก้วแหวนแก่ลูกทั้งหลาย จึ่งกล่าวว่า อันแหวนธำมรงค์เลื่อมแสงใสมณีโชติแก้ว ปู่เจ้าแถนกันแต่งมานั้น ให้ไว้แก่เจ้าขุนลอ หน่วยปัทมราช โชติแสงสิงตาวัน แถมคำกีใส่ถุงมาพร้อมนั้น ให้ไว้แก่ยี่ผาลาน หน่วยมุกตั้งเลื่อมผิวเงินเลียงล่องนาคราชน้อมนำมาส่งส่วยแถน ให้ไว้แก่จูสง หน่วยเพ็ชรเชิดตั้งแผ้วแผ่นบาดาลใคร ๆ แหงะหน้าคอยมิได้นั้น ไว้แก่เจ้าไสผง หมากนิลเลื่อมผ่านส่องแสงสองแถนลูบไลลมนิ้วส่งมานั้น ไว้แก่เจ้างัวอินอัมพาผ่องผายงามปัตลอดลิงลำไว้ห้า พากแพบนนั้น ให้ไว้แก่เจ้า ลกกลม มีหน่วยปัดคำแสงเลื่อมหลาย หลากแก้วแต่ฟ้าตนเจ้าปู่แถนนั้น ให้ไว้แก่เจ็ดเจิงทอญ ครั้นว่าขุนบูลมราชาแบ่งปันของแก่ลูกชายทั้งหลาย ๗ คนนี้แล้ว จึงบอกชี้ที่บ้านเมืองให้แก่เขาพี่น้องว่าขุนลอให้ไปสร้างเมืองชวา เปนท้าวเปนพระยาแก่คนทั้งหลายทอญยี่ผาลานให้ไปสร้างเมืองหัวแต สามจูสงให้ไปสร้างเมืองแกวช่องบัวไสผงให้ไปสร้างเมืองยวนโยนก งัวอินไปสร้างเมืองชาวใต้อโยทธยาลกลมให้ไปสร้างเมืองเชียงคม ยอสามเจ็ดเจิงให้ไปสร้างเมืองพวนครั้นชี้บ่อนให้แก่เขาแล้ว จึงให้คำสอนอธิษฐานไว้ดังนี้ ๏ เจ้าพี่น้องหากแม่นลูกกูผู้เดียวดาย เมื่อกูตายไปอยู่ลูกหลังกูพ่อสูเจ้าก็ป้านแปงเมือง บุญผู้ใดมีหากได้นั่งบ้านสร้างเมือง อันกว้างขวางว่างใหญ่ บุญผู้ใดบมีหลาย หากจักได้ที่แคบขันอันชะแล

พงษาวดารล้านช้าง ๓๙๙ กูปันให้สูเจ้าแล้วดังนี้ ภายน่าผู้ใดอย่าโลภตัณหาอิจฉามักมาก แลเอารี้พลช้างม้าไปตกแดน เอาหอกดาบเขนแพนไปตกท่ง แล้วรบเลวเอาบ้านเมืองกันดังนั้น ให้ผู้นั้นวินาศฉิบหาย ทำอันใดอย่าให้เปนเข็นอันใดอย่าให้ได้ ปลูกไม้อย่าทันตาย ปลูกหวายอย่าทันล่อนข้อม่อนอย่าให้รี ปีมันอย่าให้กว้าง เทียวทางให้ฟ้าผ่า เมือป่าให้เสือกิน ไปทางน้ำให้เงือกท่อเรือฉก ไปทางบกให้เสือท่อม้ากินมันแล ๏ เมืองอ้ายไว้แก่อ้าย เมืองน้องไว้แก่น้อง อย่าทำร้ายเบียดเบียนกัน อย่าผิดข้องข่มเหงเอาก็พ่อทอญ ๏ เมื่อขุนบูลมสั่งลูกปลูกแปงสำแดงบ้านเมือง ให้แก่ลูกตนดังนั้นแล้วอยู่บ่นานเท่าใด ก็ถึงอนิจกรรมตายไปตามกรรมท่านแล ถัดนั้นนางแอกแดงก็ดี นางยมพาลาก็ดี ก็ถึงอนิจกรรมตายตามกรรมแห่งตนชุคนหั้นแล เมื่อนั้นเขาพี่น้องก็ส่งสการเลิกทรากพ่อแม่เขาแล้ว ก็จึ่งให้ปฎิญาณแก่กันว่าตั้งแรกแต่นี้เมื่อน่า เราพี่น้องไปสร้างบ้านแปงเมืองที่พ่อแม่เราปันให้นั้นทอญ เราหมั่นให้ส่งข่าวสารการสนิทมิตรไมตรีต่อกันอย่าขาด ตามอาชญาพ่อแม่เราสั่งไว้นั้นทอญ ครั้นเขาพี่น้องสั่งกันแล้ว ส่วนเจ้าขุนลอจึ่งเอิ้นสั่งชาวเมืองทั้งหลายว่า ปู่เย่อแถนถ่องบ้าน เปาลา จักจากเจียรไกลตา ก่อนแล้ว สิ่งโสมสอดโสภา แพงโพด พู้นพี่ ขกพี่ให้บุญแผ้ว แผ่นพื้นนครชวา(หลวงพระบาง)

๔๐๐ พงษาวดารล้านช้าง ยี่ผาลานเอิ้นสั่งว่า ปู่เย่อนาบ่อนน้อย แถนแถลง เรียมจักจากจอมแพง พากข้าง จักเดินผ่ายผันแสวง ชมเพื่อน พู้นพี่ ไปแต่งบ้านเมืองกว้าง แห่งห้องหอแต (หนองแส ) กัดจูสงเล่าเอิ้นสั่งว่า ปู่เย่อแม่นบ่อนบ้าน บูรี จักจากไปจุลนี ก่อนแล้ว สมภารพี่ยังมี เมื่อข่ม เขาพู่น องอาจขึ้นปางแก้ว โกฐแท้แท่นบัว(อานามประกัน) ถัดนั้นไสผงเล่าเอิ้นสั่งว่า ปู่เย่อน้ำเต้าปุ่ง เติมตน จักจากไปเดินหน ห่างหั้น โดยคองที่ทางชน เชียงใหม่ บุญหากมีดังนั้น อาจสร้างเสวยเมือง(ว้านนา) ถัดนั้นงัวอินเล่าเอิ้นสั่งว่า ปู่เย่อพระพ่อเจ้า บูลม ลูกเอย ลูกเกิดมาสายลม สืบเชื้อ จักจากเจียรจอมชม ชาวอื่น ละพ่อ ไปเสพศุขเสวยเกื้อ เกิบก้ำอโยทธยา (สยาม)

พงษาวดารล้านช้าง ๔๐๑ ถัดนั้นลกกลมเล่าเอิ้นสั่งว่า ปู่เย่อแม่เชื้อชาติ ชาวแถง ลูกเกิดมีเผือแฝง ฝ่ายข้าง จักไปสืบบุญแปง เปนเพื่อน ผาบพู่น เอ็ดหมู่เมืองมอญกว้าง เกิดก้ำเชียงคม (คำเกิด ) ๗ เจื้องเล่าเอิ้นสั่งกันแล้วดังนี้ ก็หนีไปสู่วิไสยบ้านเมืองแห่งตน ชุคนฮั้นแล เมื่อนั้นขุนลอก็เอารี้พลตนล่องมาทางน้ำฮวดน้ำฮูก็ถูล่องมาฮวดน้ำของ ขอนผาติงสบอูแล้วก็ตั้งทัพฮาวคาวจอดอยู่หั้นก่อนแล้วเมื่อนั้นขุนชวา ผู้เปนใหญ่ในเมืองชวาแต่ก่อน เรียกชื่อขุนชวานั้นมันอยู่สร้างบ้านแปงเมืองชวานี้แต่ก่อนแล ขุนชวาตายไว้เมืองแก่ยี่บาผู้ลูก ยี่บาได้ลูกคนหนึ่งชื่อวิริยา ยีบาตายไว้เมืองแก่วิริยา ๆ ได้ลูกผู้หนึ่งเรียกอ้ายกันฮาง วิริยาตายไว้เมืองแก่อ้ายกันฮาง ขุนกันฮางได้ลูกผู้หนึ่งชื่อว่าลกลิง ๆ ได้ลูกผู้หนึ่งชื่อว่าระวัง ขุนระวังได้ลูกผู้หนึ่งชื่อว่ายี่ผง เมื่ออ้ายกันฮางเปนขุนอยู่เมืองชวา ลูกมันผู้ชื่อลกลิงก็ยัง หลานมันผู้ชื่อระวังก็ยัง เหลนมันผู้ชื่อยี่ผงก็ยัง เขาสามคนพ่อลูกปู่หลานนี้ยังเปนขุนใหญ่อยู่กินเมืองชวาหั้นแลยามนั้นขุนลอล่องมาฮวดน้ำของ ก็นองรี้พลเข้ามาเมืองชวารบฆ่ากันแพ้ เขาพ่อลูกปู่หลานเหลนก็อยู่บ่ได้ลวด พ่ายหนีเมือตกเมืองผาน้ำทาพู้นแล เมื่อนั้นขุนลอก็จึ่งได้ตั้งเมืองเปนท้าวเปนพระยา แก่ลาวทั้งหลายก่อน ท้าวพระยาลาวทั้งหลายมวญ ลวดได้ปรากฎว่าขุนชวาตามวงษาปู่เขาแต่ก่อนนั้นมาแล ขุนบูลมอพันธละนิฏฐิตํ

๔๐๒ พงษาวดารล้านช้าง ๏ เจ้าขุนท้าวพระยาในเมืองชวาล้านช้าง สืบราชวงษากันมาดังนี้เมื่อขุนลอลูกบรมราชาธิราชมารบฆ่ากันฮางแพ้ ลวดได้เปนเจ้าเปนขุนลาวอยู่ในเมืองชวานี้ก่อนแล ๏ เมื่อนั้นขุนลอมีลูกชายผู้หนึ่ง ลวดใส่ชื่อว่าขุนชวาตามวงษาปู่เขาผู้กินเมืองแต่ก่อนหั้นแล เมื่อขุนลอตายก็ไว้เมืองแก่ขุนชวาแทนหั้นแล เมื่อนั้นขุนชวาได้ลูกผู้หนึ่งขุนชวาเลา ขุนชวาเลามีลูกชื่อว่าขุนสูง ขุนชวาตายไว้เมืองแก่ขุนสูง ๆ มีลูกชื่อขุนเด็ก เมื่อขุนสูงตายก็ไว้เมืองแก่ขุนเด็กเล่าแล เมื่อนั้นขุนเด็กก็มีลูกผู้หนึ่งใส่ชื่อว่าขุนคุมเล่าแล เมื่อนั้นขุนคุมมีลูกผู้หนึ่งชื่อว่าขุนคีมแล เมื่อนั้นขุนคีมมีลูกชายผู้หนึ่งใส่ชื่อขุนคัว เมื่อขุนคีมตายก็ไว้เมืองแก่ขุนคัวเล่าแล ขุนคัวมีลูกชายผู้หนึ่งใส่ชื่อว่าขุนคาน เมื่อขุนคัวตายไว้เมืองแก่ขุนคาน ขุนคานมีลูกชื่อว่าขุนแพง เมื่อขุนคานตายไว้เมืองแก่ขุนแพง ๆ มีลูกชายผู้หนึ่งชื่อว่าขุนเพ็ง เมื่อขุนแพงตายไว้เมืองแก่ขุนเพ็ง ๆ มีลูกชายใส่ชื่อว่าขุนพี เมื่อขุนเพ็งตายไว้เมืองแก่ขุนพี ๆ มีลูกชายผู้หนึ่งชื่อว่าขุนคำ เมื่อขุนพีตายไว้เมืองแก่ขุนคำ ๆ มีลูกชายผู้หนึ่งชื่อว่าขุนฮุง เมื่อขุนคำตายไว้เมืองแก่ขุนฮุงเล่าแลเมื่อขุนฮุงกินเมืองปางนั้นบ่อยู่ตามบุราณจารีต มักลีดม้างคองผู้เถ้าผู้แก่แต่ก่อนเสีย แลอวดอ้างยอตน มักยกรี้พลไปบละเหตุเหตุดังนั้นลวดให้บ้านเมืองชาวราชธานีเศร้าสูญเสียสามปีแล้ว จึ่งจัดตั้งอยู่มั่นเมื่อภายลูรเล่าแล แต่นั้นคืนหลังราชาเขาแปงเปนโวหารไว้ว่าขุนแลฮวมฝูงเปนขุนลาวทั้งมวญ มีขุนลอเปนเก๊ามาตามต่อเท่าถึง

พงษาวดารล้านช้าง ๔๐๓ ขุนฮุงนี้ได้ ๑๕ ขุนแล แต่นั้นมาภายน่าราชาเขาแปงว่าท้าวเลาแลเมื่อนั้นขุนฮุงมีลูกชายผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวแทนโม ขุนฮุงตายไว้เมืองแก่ท้าวแทนโมกินแทนแล เมื่อนั้นท้าวแทนก็มีลูกชายผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวยุง ท้าวแทนตายไว้เมืองแก่ท้าวยุง ๆ มีบุตรชื่อว่าท้าวเยิก ท้าวยุงตายไว้เมืองแก่ท้าวเยิกเล่าแล เมื่อนั้นท้าวเยิกมีลูกชายคนหนึ่งว่าท้าวพิณท้าวเยิกตายไว้เมืองแก่ท้าวพิณ ๆ มีลูกชายคนหนึ่งชื่อท้าวงผาด ท้าวพิณตายไว้เมืองแก่ท้าวผาด ๆ มีลูกชายคนหนึ่งท้าวหว่าง ท้าวผาดตายไว้เมืองแก่ท้าวหว่างเล่าแล ๏ ด้วยแต่ราชาเขาแปงว่าท้าวมีท้าวแทนเปนเก๊า ตราบต่อเท่าถึงท้าวหว่างได้อยู่กินเมืองสืบ ๆ กันมาในเมืองชวาล้านช้างนี้แล ภายน่าแต่นั้นราชาเขาแปงว่าพระยาเล่าแล ท้าวหว่างมีลูกชายผู้หนึ่งชื่อท้าวลัง เมื่อท้าวหว่างตายไว้เมืองแก่ท้าวลัง จึงขึ้นชื่อว่าพระยาลังแต่นั้นมา พระยาลังมีลูกชายผู้หนึ่งคำผง เมื่อพระยาลังกินเมืองปางนั้นก็บ่ประกอบชอบธรรมบุราณจารีต แต่นั้นเขาลวดปลงพระยาลังเสีย เอาไปใส่ทับไว้ที่เชียงแพดสบอูหั้นแล เขาก็เอาคำผงผู้เปนลูกแทนเล่าแล ลวดใส่ชื่อพระยาคำผงแล เมื่อนั้นพระยาคำผงมีลูกชายผู้หนึ่งจักใส่ชื่อลูกตน จึ่งให้หอหลวงเมือเล่าแก่พระยาลังว่า หลานพระยาเจ้าเกิดมาแล้ว จักชื่อสิ่งใด ลูกพระยาเจ้าให้เผือข้ามาถามพระยาเจ้าดาย ยามนั้นพระยาลังตนนั้นเคียดแก่เขา เหตุว่าปลงตนเสียดังนั้น พระยาลังลวดบ่ปากสักคำทีนั้นเขาจักหนีก็จึ่งซ้ำถามพระยาลังว่า พระยาเจ้าจักใส่ชื่อหลาน

๔๐๔ พงษาวดารล้านช้าง พระยาเจ้าชื่อใดจา ยามนั้นพระยาลังจึงว่าสูว่ากูบ่ดี ฮะกูหนีจากเมืองแล้ว บัดนี้สูเล่ามาถามกูสังจา เยียวว่าผีฟ้าบ่สู้สูนา พระยาลังว่าท่อนั้นแล้ว ข้าผู้ใช้ก็รู้ว่าพระยาเคียดแก่เขา เขาก็ล่วงหนีมาไหว้พระยาคำผง ว่าพ่อพระยาเจ้าเคียดกล่าวเยียวผีฟ้าบ่สู้สูนาพระยาลังว่าท่อนั้นดาย ยามนั้นพระยาคำผงว่าพ่อพระยาก็หากว่าผีฟ้าก็ว่าผีฟ้านั้นทอญ แต่นั้นคนทั้งหลายลวดเรียกกุมารนั้นว่าท้าวผีฟ้าเพื่อหั้นแล เมื่อท้าวผีฟ้าใหญ่มากล้าสูงมาแล้วก็มีลูกชาย ๖ คน ผู้หนึ่ง ชื่อว่าฟ้างุ้ม ผู้หนึ่งชื่อว่าฟ้าเงี้ยว ผู้หนึ่งชื่อว่าฟ้ายาน ผู้หนึ่งชื่อว่าคานคำ ผู้หนึ่งชื่อว่าฟ้าก่ำ ผู้หนึ่งชื่อว่าฟ้าเขียว ๏ เมื่อนั้นท้าวผีฟ้าเล่นชู้ด้วยนางสนมพ่อตน ชื่อว่านางคำนัน พระยาคำผงจึ่งขับท้าวผีฟ้าลูกตนหนีจากเมืองลาวทั้งมวญ บ่ให้อยู่ให้เซาทีใดสักแห่ง ดังนั้นท้าวผีฟ้าลวดบ่ได้เปนพระยาแทนพ่อเพื่ออันแล ๏ ด้วยแท้ตำนานผีฟ้าพ่อลูก ตกเมืองเฮายังจักกล่าวภายน่าพู้นกว้างนักแล ๏ ส่วนฟ้างุ้มลูกผีฟ้าหลานพระยาคำผงนั้น เกิดมาปีระวายศีศักราชได้ ๖๗๘ อายุ ได้ ๓๗ จึ่งได้เปนพระยาแทนปู่ในปีกาใช้ศักราช ๗๑๕ปีเปนพระยาได้ ๔ ปี ก็ละธรรมคำสอนพระมหาเถระเจ้าปาสมันตนลุกแต่พระนครหลวงมาเปนครูตนหั้นเสีย ลวดกระทำผิดทุจริต เสนา อำมาตยพร้อมกันแล้ว เล่าขับพระยาฟ้างุ้มหนีจากเมืองลาวในปีกาเป้าไปอยู่ดอมพระยาคำที่เมืองน่านพู้น อายุท่านได้ ๕๘ ปีตายปีกาบยี่ศักราช ๗๓๖ นั้นแล เมื่อฟ้างุ้มเปนพระยาได้ ๓ ปี ศักราช ๗๑๘ ปี

พงษาวดารล้านช้าง ๔๐๕ ก็มีลูกชายผู้หนึ่ง ชื่อท้าวอุ่นเรือน ยามนั้นหมอทั้งหลายก็ถวายว่ากุมารผู้นี้จักแพ้พ่อดาย เมื่อนั้นฟ้างุ้มลวดให้เอาไปไหลน้ำเสียฝูงข้อยเลี้ยงทั้งหลาย ก็เอาไปไหลเสียตามความพยากรณ์นั้น เขาก็ปรากฎเห็นฉ้อธงกั้งกางกุมารนั้นไป เขาจึ่งไปเล่าแก่หอหลวงยามนั้น หอหลวงจึ่งให้ไปเอากุมารมาเลี้ยงไว้ในเรือนมัน ใหญ่มาได้ ๑๗ ปี เมื่อเขาขับพระยาฟ้างุ้มผู้พ่อหนีจากเมืองแล้ว เขาจึ่งเอากุมารมาตั้งราชาภิเศกเปนพระยาแทนในปีนั้นแล เมื่อเปนพระยาได้ ๓ ปี ก็จึ่งให้จัดตราดูหน่อยเบี้ยคนทั้งหลายฝูงเปนไทยเปนลาวอันเรือนปองกองขึ้นทั้งมวญได้ ๓๐๐๐๐๐ เบี้ย เส้นศึกคนทั้งหลายฝูงเปนชาวต่างบ้านต่างเมืองมาอยู่ก็บ่นับ ข้าเก่าเจ้ากูทั้งหลายก็บ่นับเหตุดังนั้นคนทั้งหลายจึงหมายชื่อไว้ว่า สามแสนเมืองไทยเพื่ออันแลแต่เปนพระยามาได้ ๕๓ ปี มีความกรุณาไพร่ฟ้าข้าไทยทั้งหลายศุขเกษม ด้วยบุญสมภารคราวนั้น เหตุท่านตั้งอยู่ตามบุราณจารีตคองท้าวพระยาแต่ก่อนแล สมบัติตามคำสอนพระยามหาเถรเจ้าปาสมันตนเปนครูพระยาฟ้างุ้มตนเปนพ่อนั้นแล อายุทั้งมวญท่านได้ ๖๐ ทัศตายปีระวายสันศักราชได้ ๗๑๘ ตัว ถัดนั้นพระยาสามแสนไทยก็มีลูกชาย ๖ คน ผู้หนึ่งชื่อหมื่นบาน ผู้หนึ่งชื่อลานคำแดง ผู้หนึ่งชื่อท้าวไส ผู้หนึ่งชื่อท้าวคำเต็ม นี้มีกับนางแก้วยอดฟ้าลูกพระยา อโยทธยาชาวใต้ ผู้หนึ่งชื่อท้าวกองแก้ว มีกับนางน้อยออกสาลูกพระยาเชียงใหม่ ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวฦๅไชย มีลูกหญิง ๕ คนผู้หนึ่งชื่อนางแก้วพิมพา ผู้หนึ่งชื่อนางอนุชา ผู้หนึ่งชื่อนางมโนรา

๔๐๖ พงษาดารล้านช้าง ผู้หนึ่งชื่อนางสุพัทรา ลูกชาย ๖ คนนั้นท้าวลานคำผงใหญ่มาได้ ๔๑ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อ เขาก็หมายชื่อไว้ว่าพระยาลานคำแดง เปนพระยาได้ ๑๑ ปี มีอายุได้ ๕๒ ปี จึ่งตายปีเปิกสันศักราชได้ ๗๙๐ ตัว นั้นแล เมื่อนั้นพระยาลานคำแดงมีลูกชาย ๕ คน ผู้หนึ่งชื่อท้าวพรหมทัต ผู้หนึ่งชื่อท้าวยุคล เมื่อพระยาลานคำแดงตาย เขาจึ่งเอาท้าวพรหมทัตเปนพระยาแทนพ่อเสวยเมืองได้ ๑๐ เดือน เขาก็ว่าไม่ดีลวดฆ่าเสียที่ผาเดียวต่อแง่สบคานหั้นแล ทีนั้นเขาจึ่งเอาท้าวคำเต็มลูกพระยาสามแสนไทย ผู้ไปพ้นเมืองห้วยหลวง เปนพระยา ลวดใส่ชื่อว่า พระยาปากเพื่ออันแล พระยาปากเปนพระยาได้ ๕ เดือนเขาลวดส่งเสีย ทีนั้นเขาเล่าไปเอาท้าวใสก็หากแม่นลูกพระยาสามแสนไทยชุคนแล ผู้ไปกินเมืองตะบองขอนมาเปนพระยา ลวดใส่ชื่อว่าพระยาหมื่นเพื่ออันแล เปนพระยาได้ ๖ เดือนเขาจักฆ่าเสีย ท่านรู้สึกตัวจึ่งผูกฅอตายในสร้วมอาบน้ำทีเชียงทองหั้นแล ๏ ถัดนั้นเขาเล่าเอาท้าวไคลูกฟ้าคืน หลานพระยาสามแสนไทยผู้ไปกินเมืองเชียงไค มาเปนพระยา ลวดใส่ชื่อว่าพระยาไคเปนพระยาได้ ๓ ปี เขาเล่าฆ่าเสียที่สบคานหั้นแล เขาเอาท้าวกอนคำลูกพระยาสามแสนไทยผู้ไปกินเมืองสาพู้นมาเปนพระยา ชื่อว่าพระยาเชียงสา ลูนมาจึ่งเอาลูกพระยาลานคำแดง มาเปนพระยาแทนเสวยเมืองได้ ๘ เดือน เขาเล่าจักฆ่าเสีย พระยารู้สึกตัวจึ่งเอาบ่าวไพร่หนีไปพึ่งชาวใต้ เขานำทันเขาก็ถามดูช้างม้าข้าคนในโรงทอง มันผู้น้อยก็บอกเล่าแก่เขาชุวัน เหตุพ่อมันหากบอกสอนไว้

พงษาวดารล้านช้าง ๔๐๗ แต่ก่อน เมื่อนั้นเขาใส่ใจว่าพระยาสามแสนไทยเจ้ามาเกิดแท้ เขาก็ยกขึ้นให้เปนพระยา ใส่ชื่อว่าพระยาคำเกิดหั้นแล ๏ เมื่อพระยาคำเกิดเปนพระยาได้ ๓ ปี ลวดเปนลมตายเสีย ด้วยคิดอุบายร่ายกินของราชสมบัติมหากระษัตริย์ผู้มีบุญ บาปจนตัวตายหั้นแล ๏ ด้วยแท้เหตุลาวชาวล้านช้าง ปางนั้นมักฆ่าท้าวพระยาราชวงษา เสีย แต่นั้นหากเปนมหาเทวีผู้หนึ่ง ก็หากแม่นลูกพระยาสามแสนไทยนั้นแล นางเทวีผู้นั้นประกอบด้วยมารยาสาไถยจรรไรร้ายนัก ท้าวพระยาผู้ใดไม่ชอบใจนางผู้นั้น นางเทวีผู้นั้นก็อาณัติบ่าวคนสนิทแลเสนาอำมาตยให้ฆ่าเสียสิ้นแล ๏ เมื่อนั้นเสนาอำมาตยราชมนตรีทั้งหลาย จึ่งมาชุมนุมกันว่าดังนี้ราชเทวีนี้มักฆ่ามักตีท้าวพระยาวงษาลูกหลานตนจาไม่ชอบไม่ควรดีหลีแท้แล ทีนั้นเขาจึงพร้อมกันจึ่งเอามหาเทวีผู้นั้นไปฆ่าเสียที่บ้านผาเดียวหัวหนุนหินตีนเลื้อยน้ำละเสียหั้นแล เมื่อนั้นเสนาอำมาตยจึ่งปฤกษากันว่า เราคิดดูเชื้อพระยาเจ้าแห่งเรานี้ เห็นจะไม่มีใครจักคนเสียแล้ว เราจะเอาใครมาเปนพระยาแห่งเรานี้จา แต่นั้นกุมารทั้งสองจึ่งว่าให้ไปเอาท้าวลือไชยวันไปกินเมืองซ้ายนั้นมาเปนพระยาแห่งเราก่อนทอญ กุมารน้อยทั้งสองว่าดังนี้ แต่นั้นคนทั้งหลายก็พร้อมกันไปพูดกับเจ้าซายมอย (ซายคำ) แต่นั้นเจ้าลือไชยผู้เปนเจ้าซายมอยกับทั้งชาวเมืองชาวเสนาทั้งหลาย ก็นำเจ้าลือไชยขึ้นมาถึงเมืองชวา แล้วก็ราชาภิเศกขึ้นชื่อว่าพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว ๆ เกิดมาปีดับเม็ด

๔๐๘ พงษาวดารล้านช้าง ศักราชได้ ๗๗๐ ตัว เมื่ออายุได้ ๒๓ ปีจึ่งได้เปนพระยาในปีเปิกสง้า ศักราชได้ ๘๐๐ ตัว พระยาไชยจักรพรรดิก็มีลูกชาย ๑๐ คน ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวก้อนแก้ว ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวแท่งคำ ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวยวน ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวขวดอ่อน ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวจาง ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวหล้า ชาย ๗ คน ก็มีลูกหญิงผู้หนึ่งชื่อว่านางศรีไวย ผู้หนึ่งชื่อว่านางอิน ผู้หนึ่งชื่อว่านางคาด ผู้หนึ่งชื่อว่านางคำยาด ผู้หนึ่งชื่อว่านางมัง ผู้หนึ่งชื่อว่านางขาว ผู้หนึ่งชื่อว่านางทารา แลลูกชาย ๕ คนนั้น ท้าวก้อนแก้วได้เปนพระยาแสนเมือง ลวดขึ้นชื่อว่าพระเจ้าเชียงลอ ท้าวแท่งคำได้กินเมืองซ้าย เมื่อพระยาไชยจักพรรดิแผ่นแผ้วองค์พ่อกับทั้งลูกเต้าทั้งมวญ ยังทรมานเสวยราชสมบัติทัศวิมานเชียงทองด้วยลีดคองอันชอบบุราณประเวณี มีประมาณนานได้ ๔๒ เข้า ถึงปีกัดไก๊ศักราชได้ ๘๔๒ ตัว ยามนั้นบัวขวางชุนแลเนิกอง ก็เอารี้พลคนศึกเข้ามาเลวเมืองลาวลวดเสียเมืองชวา ที่พระไชยจักรพรรดิอยู่นี้ เหตุว่าแกวเข้ามาสู่บ้านเมือง เสนาอำมาตยทั้งหลายไม่มาช่วยเจ้าได้ ต่างคนต่างสกัดรบเลวที่ไผ่ที่มันลวดเสียพระเจ้าเชียงลอที่ลาดหลวงลบสนาม เมืองเชียงทองหั้นแล เล่าเสียหมื่นหลวง หมื่นบุญ กับหมื่นหล้าที่เชียงเลือหลักหมั่นถัดวัดปสกหลวงหั้นแล ๏ เมื่อนั้นพระไชยจักรพรรดิราชก็ละเมืองเสีย ลวดหนีไปเชียงคานพู้นแล ก็ลวดเวนแผ่นดินให้แก่เจ้าชายแทนหากแม่นลูกตนชื่อว่าท้าวแทนคำหั้นแล ทีนั้นเจ้าแทนคำจัดเอารี้พลกำลังแลเมืองเชียงคาน กับรี้พลฝูงล่องไปนำพระไชยจักรพรรดิองค์พ่อ มารบเลวแกวที่ซายเถาปาก

พงษาวดารล้านช้าง ๔๐๙ พูนหั้นแพ้แกวลวด ได้ฆ่าบัวขวางชุนตายเสียหั้น แกวทั้งมวญฝูงเหลือตายจึ่งพ่ายขึ้นมาข้ามท่าบ้านเชียงขามหั้น ลางทีก็มาข้ามที่ตาดน้ำหั้น เจ้าแทนคำก็ไล่ไปถึงแดนเมือง คราวนั้นบัวขวางชุนอันอยู่เมืองพวนพู้น ก็รีบเอารี้พลฝูงเหลือตายพ่ายเมือเมืองหั้นแล เมื่อบัวขวางชุนพ่ายไปเลยเข้าเขตรเมืองแกว ๖ คืน ฟ้าก็ผ่าเจ้าบัวขวางชุนตายเสียหั้นแล ไปถึงเมืองเติกองหนึ่งกลับเปนฝีปะโข (ลำเสา) ตายเสียที่หั้น ๏ เหตุว่าแกวหากเสียความแช่งความสบถ มาแต่ขุนบูลมตนปู่ได้แช่งได้เวนไว้ ด้วยว่าเขาถือดาบลงนาพาแพนลงท่งหั้นแล แล้วศึกแกวนั้นไม่นานเท่าใด ส่วนดังพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว มีอายุสังขารประมาณได้ ๖๕ ปีก็ถึงอนิจกรรมที่เชียงคาน ในปีกัดไก๊เดือนห้าขึ้น ๑๓ ค่ำหั้นแล ครั้งนั้นเจ้าแทนคำจึงให้ก่อเจดีย์บรรจุธาตุพ่อตนไว้ แล้วให้สร้างพุทธรูปองค์หนึ่ง สร้างวัดกวมไว้เปนที่ไหว้นบบูชาส่งบุญหาพ่อตน คนทั้งหลายเลยเรียกชื่อว่าวัดสบเชียงคานหั้นแล ครั้งนั้นเจ้าแทนคำลูกพระไชยจักรพรรดิผู้ถ้วนสอง เวลาเจ้าเกิดมานั้นปีดับเป้าศักราชได้ ๘๑๗ ตัวใหญ่มา ๓๔ ปี ได้เปนพระยาแทนพ่อในปีกัดไจ๊ คนทั้งหลายจึงราชาภิเศกขึ้นชื่อว่า พระสุวรรณปาสัง ก็ขึ้นมาตั้งอยู่เชียงคงชียงทองที่เก่าพ่อตน ก็เอาท้าวของน้องเจ้าแทนคำผู้กินเมืองเชียง มากินเมืองซ้ายแทนพี่ตนหั้นแล คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อว่าซ้ายชองเพื่ออันแล

๔๑๐ พงษาวดารล้านช้าง ๏ เมื่อพระสุวรรณปาสังเสวยราชย์ได้ ๗ ขวบเข้าปีระวายซง้าอายุทั้ง มวญได้ ๔๑ ปี ศักราชได้ ๘๒๘ ก็สิ้นชีวิตรไปตามกรรมแห่งตน ในโรงเชียงทองหั้นแล แต่นั้นคนทั้งหลายจึงเอาท้าวแสนไทย ลูกพระยาไชยจักรพรรดิเกิดมาปีกาเม็ดศักราชได้ ๘๕๐ ปี เมื่อใหญ่มาได้ ๒๔ ปี จึงได้เปนพระยาแทนพี่ตนในปีระวายซง้า แต่นั้นคนทั้งหลายก็ราชาภิเศก ขึ้นชื่อว่าพระยาล่าน้ำแสนไทยไตรภูวนารถแล ๏ เจ้าก็เสวยศิริราชสมบัติได้ ๑๐ ปี อายุทั้งมวญได้ ๖๖ ปี ถึงอนิจกรรมที่โรงเชียงงามพู้น ในปีระวายสีศักราชได้ ๘๕๘ ตัวหั้นแล ครั้งนั้นท้าวชมภู ลูกพระยาล่าน้ำแสนไทยไตรภูวนารถ เกิดมาปีปึกสันได้ ๙ ปี เขาเล่าเอาตั้งเปนพระยาแทนพ่อได้ ๕ ขวบ เขาเลยปลงเสียในปีลวงเล้า อายุทั้งมวญได้ ๑๕ ปี เลยตายปีเต่าเส็ดหั้นแล ท้าวลุเพไชยกุมารลูกพระไชยจักรพรรดิราช เกิดมาปีเมืองไก๊ศักราชได้ ๘๒๙ เมื่อใหญ่มาได้ ๓๔ จึงได้เปนพระยาปีลวงเล้าศักราชได้ ๘๖๓ ครั้งนั้นคนทั้งหลายจึงราชาภิเศกขึ้นชื่อว่า พระยาวิชุณหราชาธิบดี ศรีสัตนาคนหุตแล ๏ เหตุว่าเมื่อกระทำมุรธาภิเศกแล้ว สายฟ้าก็มีแมบเมื้องเรืองรุ่งในอากาศทั้งมวญแล เมื่อพระวิชุณหราชาได้เสวยศิริสมบัติแล้ว จึงเอาน้องตนชื่อว่าท้าวเทพานั้นให้ไปกินเมืองขาว คนทั้งหลายจึงเรียกว่าเจ้าขาวเทพาแล เมื่อพระวิชุณหราชาเสวยเมืองได้ ๒๐ ปี แต่ชาติมาได้ ๕๓ ปี จึงถึงอนิจกรรมในปีกดสีศักราชได้ ๘๘๒ หั้นแล เมื่อพระ วิชุณหราชาเสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ขวบเข้าศักราช ๘๖๘ ปีระวายยี่ มีลูก

พงษาวดารล้านช้าง ๔๑๑ ชายผู้หนึ่ง ชื่อว่าโพธิสาราชกุมาร เหตุว่าเมื่อจะประสูตรนั้นไอยกามหาเทวีตนย่าฝันเห็นต้นมหาโพธิ แลต้นรังรุ่งเรืองงามไปด้วยดอกแลใบ มีหมู่นกทั้งหลายต่าง ๆ บินมาจับอยู่ชมดอกแลใบมากนักหนา เหตุดังนั้นนักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย จึงหมายชื่อว่าโพธิสาราชกุมารหั้นแล ๏ เมื่อโพธิสาราชกุมารใหญ่มาได้ ๑๕ เข้าก็ได้เปนพระยาแทนพ่อตนในปีกดสี คนทั้งหลายก็ราชาภิเศกขึ้นชื่อว่าพระโพธิสาราชาธิบดีทัศวรคุณ ชละแล เมื่อพระโพธิสาราชเสวยศิริสมบัติได้ ๗ ปี ก็จึงปลงพระราชอาชญาไปในอาณาเขตรเมืองล้านช้างทั้งมวญ ให้ม้างรีดเสียยังมิจฉาทิษฐิผีเย่าผีเรือนทั้งผีเสื้อ อันอยู่เรือนอยู่กว้านขึ้นแทบที่สบดงหั้นก็ให้ม้างเสีย ให้รีดเลิกเสียหมด แล้วให้สร้างแปลงให้เปนวัดวามหาพิหาร อันใหญ่ก็ใส่ชื่อว่าวัดศรีสวรรคเทวโลก ในปีเมืองไก๊ศักราชได้ ๘๘๙ ตัวหั้นแล จำเดิมแต่นั้นมาพระโพธิสาราชเจ้า ก็มีลูกชาย ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าเชษฐวังโส ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวท่าเรือ ผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าวรวังโส (คือวงษ) แลเหล่ามีลูกหญิง ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อนางแก้วกุมารี ผู้หนึ่งชื่อนางคำเหลา มีด้วยนางสนมผู้หนึ่งชื่อนางคำไครหั้นแล ส่วนเจ้าเชษฐวังโสเกิดมาปีกาบซง้าศักราชได้ ๘๙๖ ตัว ครั้นใหญ่มาได้ ๑๒ ปีนั้น พระโพธิสาราชเจ้าก็ไปยู้ไว้ให้เปนพระยาในเมืองเชียงใหม่ ในพงษาวดารเชียงใหม่มีว่า เมื่อพระยาสามปราแน่ในกินเชียงใหม่ หัวมาตกล้านนามหาเถรชื่อศรีเชษฐวังโสลุกจากลาวมาอยู่แวนแพ่นออกถือความเมือง แต่งฟ้าห้อตายพ่ายหนีไปเสี้ยง ก็ราชาภิเศกขึ้นชื่อว่าพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า ในปีระวายซง้า

๔๑๒ พงษาวดารล้านช้าง ศักราช ๘๙๑ ตัวนั้นแล เหตุว่าวงษาท้าวพระยาในเมืองลานนาหากฉิบหายเสียแล้ว เสนาอำมาตยราชมนตรีชียามหาเถรเจ้าทั้งหลายพร้อมกันแล้ว ก็มาเวนบ้านเมืองทั้งปวงให้แก่พระโพธิสาราชเจ้า จึงได้ไปปลูกลูกตนเพื่ออันแล เมื่อพระโพธิสาราชเจ้าคืนมาอยู่เสวยราชย์ในเมืองล้านช้าง เริ่มตั้งรีดคองบ้านเมืองสืบมาต่อเท่าทุกวันนี้ พระโพธิสาราชคืนจากลานนามาได้ ๓ ปี แต่ชาติมาได้ ๔๒ ปีก็ถึงอนิจกรรมเหตุอันท่านขี่ช้างแม่ช้างโขลงช้างเถื่อน แลล้มทับตนตายไปในสนามหัวยอดนครกลางเมืองชวานั้น ในปีเมืองเม็ดศักราชได้ ๙๐๙ ตัวนั้นแล เมื่อพระโพธิสาราชเจ้าจุติไปปรโลกภาคน่าแล้วนั้น เสนาอำมาตยทั้งหลายทางใต้แต่เมืองจันถึงเมืองของ ก็พร้อมกันเอาเจ้าวรวังโสผู้น้องหล้าตน ให้เปนพระยาราชาภิเศกขึ้น ตั้งพระนามว่าพระเจ้าล้านช้างแล แต่นั้นเสนาบดีทั้งหลายฝ่ายเหนือแต่เมืองเชียงคานมาถึงเมืองชวา ก็เอาท้าวท่าเรือตั้งไว้ให้เปนพระยา แทนพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า แล้วจึงให้ไปอาราธนาพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า แต่เมืองลานนานั้นมาถึงแล้วก็ชะนะน้องทั้งสองเลยได้เปนพระยา คนทั้งหลายก็ราชาภิเศกขึ้นชื่อว่าพระอุปภัยพุทธบวรไชยเชษฐาธิราช เหตุว่าได้เปนเจ้าเปนใหญ่ในเมืองทั้งสอง ในปีปึกสันศักราชได้ ๙๑๐ ตัวนั้นแล เมื่อพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า อยู่เสวยเมืองในศรีสัตนาคนหุตอุตมมหานครราชธานีศรีเชียงคงเชียงทอง ได้สามวรรษาแล้วกลับคืนไปเมืองลานนา อยู่เสวยสมบัติในเวียงเซียงแสนได้ ๙ ปี แล้วก็เลยล่องมาเมืองล้านช้าง อยู่สร้างจันทบุรีให้เปนราชธานีแล้ว ก็จึงสถาปนาเวียงเชียงคงเชียงทอง

พงษาวดารล้านช้าง ๔๑๓ ที่เมืองชวาให้เปนวิหารสถานที่ทรงพระพุทธสาสนาแก้วสามประการ ในปีกาบไจ๊ศักราชได้ ๙๒๖ ตัวนั้นแล เมื่อพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าไปอยู่เมืองจันทบุรีก็ได้สร้างมหาเจดีย์องค์หนึ่งกวมบุราณธาตุ อันพระยาศรีธรรมโศกราช หากให้สร้างแปงแต่ก่อนนั้นเล่า (ธาตุพนม) ก็ยังสมตึงสปารมีกฎหมาย ๓๐ ทัศ ล้อมมหาธาตุลูกนั้นแล ก็สละเข้าของแก้วแสงบูชาพระสาริริกธาตุที่นั้นมากนักแล ไม่อาจจักนับจักอ่านได้แล ที่แท้เมื่อพระไชยเชษฐาธิราชเจ้ายังอยู่เสวยศิริสมบัติด้วยอันประกอบชอบธรรม จึงทำเปนไมตรีมิตรติดต่อท้าวพระยาสามนตราชทั้งหลายทุกแห่ง แล้วก็ได้ยังราชธิดาพระยาเชียงใหม่มาเปนนางอรรค มเหษี จึงได้ลูกสาวท้าวเชียงธงมาเปนบาทบริจา จึงได้ลูกสาวพระยาเขมรัฐ ๓ คน ได้ลูกสาวพระยาเชียงรุ้ง ๒ คน แล้วได้ลูกสาวองจัวกางลานผู้ ๑ แล้วได้ลูกสาวแกวองแสนเมืองอานามผู้ ๑ แล้วได้ลูกสาวเจ้าบัวดึกผู้ ๑ แล้วได้ราชกัญญานี (กัลยาณี) ศรีอโยทธยาชาวใต้ ๒ คนมาเปนบริจาริก อยู่เสวยศุขสนุกนักในบ้านเมืองแห่งตนคราวนั้นแล (คราวเดียวกับพระมหาจักรพรรดิ ส่งพระแก้วฟ้าไปแทนพระวิสุทธิกระษัตรีย์ ภายหลังจึงส่งพระวิสุทธิกระษัตรีย์ไปอิก) ๏ ยามนั้นยังมีอุปัทวะ หากเกิดมีในเมืองลานนาเชียงใหม่นั้นแล คือว่าเจ้าฟ้าหงษาวดีเอารี้พลมาตีเมืองเชียงใหม่เสีย คราวนั้นเสนาบดีในเมืองเชียงใหม่สองคน ผู้หนึ่งชื่อว่าพระยาสามล้าน ผู้หนึ่งชื่อว่า

๔๑๔ พงษาวดารล้านช้าง พระยาจ่าบ้าน ก็เอารี้พลคนทั้งหลายฝูงเปนบ่าวไพร่หนีมาพึ่งเมืองล้านช้างเรานี้ ๏ ครั้งนั้นลูกเจ้าฟ้าหงษาเรียกชื่อว่าอิมเล แลน้องเจ้าฟ้าชื่อว่าพระยาอังวะ เขาก็ขับไล่เอาพระยาสามล้านแลพระยาจ่าบ้าน ก็เข้ามารบเอาถึงเมืองล้านช้าง แม้ไม่ได้สองเขาก็ได้มหาอุปราชเจ้าทั้งเมียอันเปนน้องพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า เลยได้นางแทนคำกับทั้งพระราชมารดาตนเปนแม่นางแท่นคำนั้น ได้ทั้งนางคำไครผู้เปนน้องหญิง ก็เอาหนีไปอยู่กับเจ้าฟ้าหงษาวดี ที่เมืองหงษาวดีหั้นแล ในปีกาบไจ๊ศักราชได้ ๙๒๖ ตัวหั้นแล แต่นั้นมาถึงปีปึกสีศักราชได้ ๙๓๐ ตัว ครั้งนั้นเจ้าฟ้าหงษาวดีก็เอารี้พลม่านเมงเงี้ยวยวนชาวใต้มามากนัก มาถึงเมืองล้านช้าง ว่าจักรบเลวเอาพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าให้ได้แล้ว จักปลูกแปงเมืองล้านช้างนี้ไว้ให้เปนอาณารัฐแห่งตนหั้นแล ถ้าว่าเดชะอานุภาพแห่งพระไชยเชษฐาธิราชเจ้ามีมากนัก แม้เจ้าฟ้าไปแวดล้อมอ้อมขังเอาที่เวียงปากงึมนั้น ก็ไม่อาจจักได้แล เหตุดังนั้นเจ้าฟ้าหงษาวดีจึงยกเอารี้พลหนีไปบ้านเมืองแห่งตนอยู่นั้นแล ๏ พระไชยเชษฐาธิราชเจ้า ก็เลยสร้างบ้านแปงเมืองรุ่งเรืองดีดังเก่าอยู่แล ส่วนพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าแต่ได้เสวยศิริสมบัติทั้งมวญนานประมาณได้ ๒๔ วรรษา ถ้าจักกล่าวแต่ชาติมา อายุทั้งมวญได้ ๓๙ ปี ก็ไปกระทำยุทธกรรมสงครามในเมืองรามรักองการ กาลวิปริตผิดกองเลยถึงแก่พระองค์ ก็หลงเสียในเมืององการนั้น ในปีระวายเม็ดเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำ ศักราชได้ ๙๓๓ ตัวนั้นแล ครั้งนั้นราช

พงษาวดารล้านช้าง ๔๑๕ กุมารองค์หนึ่ง อันเปนลูกพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า ประสูตรออกมาในปีลวงเม็ดวันจันทร์เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ มื้อดับเล้าเวลาเย็น ตรงปีเดือนกับพ่อตนตายเสียหั้นแล คนทั้งหลายก็จึงหมายชื่อไว้ว่าพระหน่อแก้วกุมาร เหตุว่าเกิดมาแท่นพ่อหน่อแทนลำนั้นแล แต่นั้นยังมีมหาเสนาสองคน ผู้หนึ่งชื่อว่าพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้า เปนแสนเมืองล้านช้างเรานี้ ผู้หนึ่งชื่อว่าพระยาจันทสีหราช กินเมืองจันล้านช้างเรานี้แล ครั้งนั้นพระยาทั้งสองนี้ ต่างคนจักชิงเอาราชกุมารไปเลี้ยงไว้ในเรือนแห่งตน แล้วหวังจักแต่งตั้งแผ่นดินใช้กินทั้งมวญ ตามอันชอบแห่งตน ครั้งนั้นเขาก็วิวาทผิดเถียงกัน คาดช้างห้างเครื่องรบเลวกันอยู่หั้นแล ครั้งนั้นพระสงฆเจ้าทั้งหลายในเมืองคุกเวียงจัน ทั้งเมืองชองแลเมืองตะบอง มาพร้อมกันแล้วก็ห้ามคนทั้งสอง เขาก็จึงดีด้วยกัน ๏ อยู่มาน้อยหนึ่งแล้วไม่นานเท่าใด อยู่ได้ ๓ เดือน (พระไชยเชษฐาองค์นี้ ซึ่งเปนที่นับถือของพวกข่าไพร่มาแต่ก่อน) เขาก็กลับรบเลวกันอิก ครั้งนั้นพระสงฆเจ้าทั้งหลายไม่ทันห้าม เขาเลยขี่ช้างรบกัน พระยาจันทสีหราชขี่ช้างกงจักรรถมันผายออกมา ครั้งนั้นเสนาฝ่ายพระยาแสนสุรินทร จึงได้ฆ่าพระยาจันทตายกับหัวช้างตัวมันขี่นั้น ในเมืองจันทั้งมวญเลยเปนชุกลหุกมากนักหั้นแล ครั้นเมื่อพระยาจันทตายเสียแล้วดังนั้น เสนาอำมาตยราชมนตรีทั้งหลายเจ้าแผ่นดินทั้งมวญฝูงยัง ก็เลยไล่เข้าไปสู่เมืองหาพระยาแสนสุรินทรหมดแล เขาก็เลยกระทำราชาภิเศกให้เปนเจ้าแผ่นดินแทนราชกุมาร

๔๑๖ พงษาวดารล้านช้าง พระหน่อเจ้านั้น พระนามชื่อว่าพระสุมังคละโพธิสัตว ไอยการาชา เหตุว่าท่านปราถนาเปนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อว่าสุมังคละ อันว่าท่านให้เปนท่านปู่พระหน่อเลยได้ชื่อว่า ไอยการาชะแล แต่นั้นมาคนทั้งหลายลวดเรียกว่าพระเจ้าปู่หลาน ในปีเต่าสันศักราชได้ ๙๓๕ ตัวนั้นแล อายุท่านได้ ๖๐ ทัศจึ่งได้เปนเจ้าแผ่นดินแล ด้วยพระยาแสนตนนี้เกิดมาในวงษากวานบ้านหนองคาย ด้วยท่านนี้ฉลาดหลักแหลมเปนคนแกล้วกล้า จึ่งออกมาปฏิบัติแก่พระโพธิสาราชเจ้าก็เลี้ยงให้เปนกุมาร แต่นั้นจึ่งให้ไปกินเมืองผาน้ำทานั้นชื่อว่าแสนสี่หมื่นเมืองผา ก็ให้ไปอาสารบศึกยวนเมื่อจักเอาพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าไปตั้งในเมืองเชียงใหม่นั้นแล้ว แต่นั้นมาเลยให้ไปกินเมืองห้วยหลวง เลยใส่ชื่อว่าพระยายศฦๅเกียรติ์แล ๏ แล้วไปเมืองเชียงใหม่คราวหลังนี้ ฝูงยวนโจรทั้งมวญ ก็เอาเสนาหม่อยเปนเจ้ารี้พลเขาแล้ว เลยรบเลวรี้พลพระเจ้าล้านช้างไม่ให้ไปเมืองยวนนั้นแล ครั้งนั้นพระไชยเชษฐาเจ้าก็ให้พระยายศฦๅเกียรติ์เปนหัวหาญแกล้วกล้า ไปรบรี้พลยวนทั้งมวญชนะ ยวนก็กระจัดกระจายไปแล้ว จึ่งได้เวียงเชียงแสนอยู่หั้นแล ทีนั้นก็ยกท่านให้กินเมืองซ้ายที่แคว้นใหญ่นั้นแล จำเดิมแต่นั้นมาเมื่อพระไชยเชษฐาเจ้าเลยกลับคืนมาสร้างบ้านจัดเมืองล้านช้างเราที่เวียงจันโน้นแล คราวนั้นฟ้าอิมเมอังวะมาไล่เอาพระยาสามล้านแลพระยาจ่าบ้าน เลยได้มหาอุปราชาล้านช้างหนีครั้งนั้น พระไชยเชษฐาเจ้าก็มีอาชญาแก่พระยาซาย ให้ถือรี้พลทั้งมวญรบพุ่งรี้พลม่านเม็งทั้งหลายหนีจาก

พงษาวดารล้านช้าง ๔๑๗ เมืองล้านช้าง แล้วก็เลยให้ท่านเปนแสนเมือง จึ่งเรียกชื่อว่าพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าตั้งแต่นั้นมา เท่าถึงพระไชยเชษฐาเจ้าไปหลงเสียในองการ ทีนี้ท่านเลยได้แทนศิริสมบัติเปนเจ้าแห่งตนในเมืองล้านช้างได้ ๔ ปี ถึงปีดับไก๊ศักราชได้ ๙๓๗ ตัวนั้นแล เจ้าฟ้าหงษาวดีจึ่งเอารี้พลม่านเม็งเงี้ยวยวนชาวใต้แลเขมรเข้ามามากนัก รบพุ่งเอาเมืองล้านช้างทั้งมวญ ฉิบหายไปคราวนั้นมากนัก แต่นั้นเลยได้พระเจ้าปู่หลานหนีไปไว้เมืองหงษาวดีโน้นแล ก็จึ่งตั้งพระมหาอุปราชเจ้าอันไปอยู่เมืองหงษาวดีแต่ก่อนนั้น ให้เปนเจ้าแผ่นดินในเมืองล้านช้างเรานั้นแล ๏ ครั้งนั้นเมืองล้านช้างเราเลยได้ส่วยช้าง ๑๐ สารคำหมื่น ๑ แต่เจ้าฟ้าหงษาวดีโน้น นานประมาณได้ ๕ ปีก็มีจริงแล ๏ เมื่อศักราชได้ ๙๔๑ ตัวปีกัดเม้านั้น ยังมีคนอุบาทว์ผู้หนึ่งฉลาดด้วยสาตรศิลป์สำแดงตนว่า แม้นพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าล้านช้างอันไปหลงเสียที่องการนั้น มันก็ปดประโลมเอาข่าส่วยทั้งหลาย ฝ่ายเมืองโสกเมืองชุงน้ำเซกองโน้นให้เข้าในอำนาจอาชญาแห่งมัน แล้วก็ไปตั้งรั้วยกเวียงโรงศาล อยู่ในทุ่งแอกกระบือ ความไทยเราว่าทุ่งคี่ควาย มูลควาย แล้วเลยไปครอบงำเอาชาวเมืองหมัน (สารวลับ) คำทอง, ของ, ได้ทั้งมวญแล้ว ก็ยกรี้พลไปรบพุ่งรี้พลพระเจ้า เวียงจันนี้แล ครั้งนั้นพระมหาอุปราชเจ้า จึ่งให้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ พระยานครแสน แลเจ้าขุนท้าวพระยาหมื่นแสนทั้งหลาย ขับเอารี้พลไปรบเขาที่นั้น ชาวแอกกระบือเขาก็เอารี้พล

๔๑๘ พงษาวดารล้านช้าง มารบท้าวพระยาฝ่ายเหนือนี้ เลยชนะกระจัดกระจายหนีมาคราวนั้น เขาเลยไล่เข้ามาถึงเมืองนครนั้นแล้ว ก็ตั้งเวียงอยู่ในเมืองนครนั้นก่อน เขาจึ่งแต่งรี้พลคนศึกขึ้นมารบเอาถึงเมืองคุกเวียงจันนี้ ก็เลยแตกฟุ้งเสียเมืองเวียงจันปีนั้นแล ส่วนพระมหาอุปราชเมืองล้านช้าง ก็พ่ายหนีจากเวียงจันขึ้นมาทางเรือ หวังจักไปพึ่งเจ้าฟ้าหงษาวดีดังเก่านั้นแล ทีนั้นเลยขึ้นมาถึงปู่ยามพังแห่งหั้น เรือก็ล่มจมเสียตัวพระยามหาอุปราชกับราชธิดากุมารี ลูกหญิงทั้งสองก็เลยตายตกน้ำเสียที่นั้น ไปตามกรรมแห่งเขาเจ้าพ่อลูกทั้งสามนั้นแล อปรินิทานํ นิฏฐิตํ ๏ ศักราชได้ ๙๔๒ ตัว ปีกดสี พระมหาอุปราชาเมืองหงษาวดีจึ่งตั้งพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้า ให้เปนเจ้าล้านช้างดังเก่าแล จึ่งกวาดครัวอพยพชาวล้านช้าง หนีไปเมืองหงษาวดี ทั้งพระยาพวนไปได้ ๒๐ วันจึงกลับมาแล ๏ ศักราชได้ ๙๔๔ ตัวปีเต่าซง้า พระยาแสนสุรินทรเปนเจ้าล้านช้างตายเสียแล้ว จึ่งเอาพระยานครน้อยอันเปนลูกพระยาแสนนั้นเปนเจ้าล้านช้าง เลยไม่ชอบใจท้าวพระยาทั้งหลาย เขาจึงไปไหว้เจ้าฟ้าหงษา ๆ จึงใช้มาเอาพระยานครน้อยกับทั้งท้าวพระยาทั้งหลาย ไปอยู่เมืองหงษาได้เดือนหนึ่งจึงกลับมาแล ๏ ศักราชได้ ๙๔๕ ตัวแต่ปีกาเม็ดนั้นไปได้ ๘ ปี เมืองล้านช้างไม่มีเจ้าแผ่นดินแล ๏ ศักราชได้ ๙๕๖ ตัวปีลวงเม้า พระสงฆเจ้าทั้งปวงในเมืองล้านช้าง มีมหาสังฆราชเจ้าครูโรงคำเปนแก่ จึ่งพร้อมกันขึ้นไป

พงษาวดารล้านช้าง ๔๑๙ ถึงเมืองหงษาวดี ขอเอาพระหน่อเมืองผู้เปนลูกพระไชยเชษฐาธิราช ขอกับเจ้าฟ้าอิมเลลงมานั่งเปนเจ้าล้านช้างดังนั้น เจ้าฟ้าหงษาวดีจึ่งให้เจ้าหน่อเมืองลงมานั่งเวียงจันปีนั้นแล ตั้งแต่ศักราช ๙๕๔ ตัวปีเต่าสี มา เมืองลาวล้านช้างไปเลวเมืองส่วยทั้งหลายทั้งพระยาพวนก็ไป ๏ ศักราชได้ ๙๖๖ ตัวปีล่วงเม็ด พระหน่อเมืองเกิดพุเด ๒๐ ปี ถึงปีลวงเม้าศักราชได้ ๙๖๔ ได้เปนเจ้าล้านช้างแล มาถึงปีระวายสันศักราชได้ ๙๗๑ ตัว เจ้าเสวยราชย์ได้ ๖ เข้าอายุพระหน่อเจ้าได้ ๒๖ ก็ถึงแก่อนิจกรรมไปในปีนั้น เขาจึ่งเอาพระวงษาลูกน้าพระหน่อเกิดมาได้ ๑๔ ปี มาเปนเจ้าล้านช้างนั้นแล เสวยเมืองได้ ๔ ปี อุปยุว์จึ่งเกิดพ่อจึ่งขึ้นชื่อว่า พระธรรมิกราช ลูกชื่อพระอุปยุวราช เขาเจ้าพ่อลูกจึ่งเปนเจ้าล้านช้างในเวียงจัน ๏ ศักราชได้ ๙๘๓ ตัวปีลวงเล้า พระธรรมิกราชแลพระอุปยุวราชเขาเจ้าพ่อลูกผิดกัน รบเลวกันด้วยมีคนส่อนั้นแล ศักราชได้ ๙๘๔ ตัวปีเต่าเส็ดเดือนสี่ขึ้นค่ำหนึ่งวันอาทิตย พระอุปยุวราชตนลูกได้เวียงจันแลเดือนเจ็ดแรมห้าค่ำวันเสาร์ พระธรรมิกราชเจ้าตายน่าเชียงแคงทั้งหม่อมไชยทั้งพระยานุชิตลูกท้าวทั้งหลาย เขาฆ่าตายเสียหมดแล พระอุปยุวราชเกิดปีปึกเสร็จศักราช ๙๖๑ เดือนสิบสองแปดค่ำวันศุกร อายุได้ ๒๕ ปีเสวยราชย์ เปนเจ้าล้านช้าง ศักราช ๙๘๕ ตัวปีกาไก๊ เดือนสี่ขึ้นห้าค่ำวันอาทิตย พระอุปยุวราชตายแล เดือนห้าขึ้นสามค่ำเสนาทั้งหลาย จึ่งราชาภิเศกพระยามหานาม ผู้เปนพระยานครขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง ขึ้นพระนามชื่อว่าบัณฑิตยโพธิสาราชนั้นแล ใน

๔๒๐ พงษาวดารล้านช้าง ปีเตาสันพระบัณฑิตยโพธิสาราช เสวยเมืองได้ ๕ ขวบ ศักราชได้ ๙๘๙ ตัว ปีเมืองเม้าเดือนห้าขึ้น ๑๔ ค่ำ วันอาทิตยเวลาเย็น พระโพธิสาราชถึงอนิจกรรมไปแล คนทั้งหลายจึ่งเอาพระหม่อมแก้วลูกพระธรรมิกราช น้องชายพระอุปยุวราชนั้นขึ้นเสวยเมืองปีนั้นแล วันเดียวกับผู้พี่ตายนั้นแล พระหม่อมแก้วขึ้นเสวยราชย์เปนเจ้าล้านช้างถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว คนทั้งหลายจึ่งเอาพระอุปเยาวราช ลูกเจ้าหม่อมแก้ว ขึ้นเสวยราชย์เปนเจ้าล้านช้างนั้น พระอุปเยาวราชจึ่งมีลูกสอง ชายผู้หนึ่งชื่อเจ้าตอนคำ ผู้น้องชื่อเจ้าท้าววิไชย แต่นั้นพระอุปยุวราชองค์พ่ออนิจกรรมไปดังนั้น ยังกระษัตริย์ ๒ พี่น้องทั้งหลาย จึ่งเอาขึ้นเสวยราชย์เปนเจ้าล้านช้างในเวียงจัน ส่วนเจ้าตอนคำผู้พี่มีลูกสาม ชายผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าชมภู ผู้หนึ่งชื่อเจ้าบุญชู ผู้หนึ่งชื่อเจ้าสุริยราชกุมารแล ส่วนว่าเจ้าท้าววิไชย อันเปนน้องเจ้าตอนคำนั้นมีลูกสอง ชายผู้หนึ่งว่าเจ้าปู ผู้หนึ่งชื่อท้าวช้อยหั้นแล แต่นั้นเจ้าตอนคำกับเจ้าท้าววิไชย ก็ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วดังนั้น เจ้าสุริยกุมารลูกหล้าเจ้าตอนคำ ได้เสวยเมืองล้านช้างผาบแผ่นดินลาวทั้งมวญ ทรงนามกรขึ้นชื่อว่า พระสุริยวงษาธรรมิกราชาบรมบพิตรราชะ เจ้าล้านช้างร่มขาวแล แล้วใส่มาบรรพาชนิยกรรม ขับพี่อ้ายทั้ง ๔ องค์หนีจากเมือง ส่วนดังเจ้าชมภูผู้เปนพี่ต้น จึ่งเอาเมียทั้งแสนทิพนาบัวหนีไปอยู่เมืองแวพึ่งแกวนั้นแล ครั้งนั้นเจ้าบุญชูหนีไปบวชอยู่ภูหอภูโฮงโน้นแล ท้าวบุนั้นพ่ายหนีมาอยู่เชียงคาน ก็อนิจกรรม เสียหั้นแล ท้าวส้อยผู้น้องนั้นพ่ายไปอยู่สะพือหลวง ก็ถึงอนิจ

พงษาวดารล้านช้าง ๔๒๑ กรรมเสียนั้น ดังเจ้าชมภูไปพึ่งอยู่สะพือหลวงแกวนั้นมีลูกผู้หนึ่งชื่อพระไชยองค์แว เจ้าชมภูผู้พ่อนั้นตายเสีย แสนทิพนาบัวจึ่งเอาเจ้าแม่พระไชยองค์แวนั้นแล จึ่งมีลูกสองคน ผู้หนึ่งชื่อว่าท้าวนอง ผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าราชวงษ์ ก็ยังเอากันอยู่ในเมืองแวนั้นก่อนแล เหตุว่ายังกลัวเจ้าสุริยผู้อาวนั้นแล ส่วนดังพระยาสุริยขึ้นเสวยราชย์เปนเจ้าล้านช้างดังนั้น มีอาณาเขตรกงลาวภายใต้แต่ลิผี ทางเหนือถึงผาได ก้ำซ้ายถึงอโยทธยา คู่สองต้นก่ำขวาถึงแกว สารสามงาน้ำมาสามดอนเรือนมีร้านบ้านมีเสาสวยลาว เรือนบ่มีร้านบ้านบ่มีเสา อยู่พื้นดินกินเข้าเจ้า หม่อยส่งเข้าเปนแดนแกว ที่ไม่มีร้านส่วยแกว แต่ขุนฮุงหลานขุนบูลม (บรมราชา) เท่าถึงเจ้าฟ้างุ้ม เท่าถึงเจ้าสุริยธรรมิกราชนี้แล ส่วนดังข่ายกองแวจุ้มตราผาสาทจันทประเทศ กินบ้านกินเมืองไว้กับหัวจุม () หัวคลังขุนกว้าน แต่พระไชยแผ่นจุมคนทั้งหลายในเมืองหลวง แล้วจึงไปสร้างเวียงจันปางนั้น ลางแผนจุมพระไชยก็มี ลางแผนจุมพระหน่อเมืองก็มี ลางแผนพระธรรมิกราชก็มี ลางแผนพระอุปโยราชก็มี ลางแผนพระอุปเยาวราชก็มี ลางแผนท้าวตอนคำก็มี ลางแผนเจ้าท้าววิไชยก็มี ลางแผนเจ้าสุริยวงษ์ก็มี แคว้นมีหลายพวกเทียรกินบ้านกินเมือง แต่พระไชยเชษฐาธิราชไปตั้งเมืองเวียงจันมาแล จุ้มลางอันคือมีคำทูลเข้าก็มีลางอันท้าวโจจุ้มว่าตราอย่างหนึ่ง ว่าหมู่อย่างหนึ่ง ในที่นี้ว่าตราตั้งทูลให้ก็มี ลางอันท้าวโกทูลให้ก็มี ลางอันท้าวหมีทูลให้ก็มี ลางอันท้าวหมาทูลให้ก็มี ลางอันท้าวบังรอดทูลให้ก็มี ลางอันท้าวบัง

31T1011 11744-1186334998-10 RW2633x15

๔๒๒ พงษาวดารล้านช้าง คมทูลให้ก็มี ลางอันกวานเทงทูลให้ก็มี จุมคลังไหม คลังแผ่น คลังผ้า สรรพคลังทั้งหลาย แทนสาวแทนคำทูลแล ๏ ส่วนดังพระยาสุริยวงษาธรรมิกบรมบพิตร พระมหาราชเจ้าได้เปนเจ้าแผ่นดินในกงลาว (คือกรุงลาว) ก็ศุขเกษมมากนัก หาข้าลักขโมยโจรบ่ได้ ข้าศึกศัตรูก็บ่มี เจ้าก็เล่าบังเกิดได้ลูกผู้พี่เจ้าชื่อว่าเจ้าราชบุตร ผู้กลางนั้นชื่อว่ากุมารีลงท่า ผู้น้องชื่อว่านางสุมัง สามองค์นั้นแล ๏ ปางนั้นยังมีกระลียุคเกิดในเมืองศรีฟ้าวาหะหัวขาว เจ้าอินทกุมารอันเปนเชื้อเจ้าเมืองศรีฟ้าอยู่บ่ได้ จึ่งพาเอาน้องสาวผู้หนึ่งชื่อว่านางจันทรกุมารี แลข้อยไพร่พ่ายลงมาเมืองพระยาสุริยวงษาธรรมิกราช ในเวียงจันนั้นแล ส่วนว่าเจ้าราชบุตรผู้พี่ อันเปนลูกชายพระยาสุริยวงษานั้น จึงมีใจประดิพัทธด้วยนางจันทร น้องสาวอาชาลื้อผู้ไปพึ่งนั้นแล จึ่งบังเกิดลูกชายสองคน องค์พี่ชื่อว่ากิ่งกิจกุมาร องค์น้องชื่อว่าเจ้าอินทโฉมกุมารนั้นแล ๏ เมื่อพระยาสุริยวงษาธรรมมิกราชตนพ่อ อยู่ศุขเกษมมากนัก ดังเจ้าราชบุตรผู้เปนพ่อแห่งเจ้ากิ่งกิจกุมารแลเจ้าอินทโฉมนั้น ก็เฮ็ดมิจฉาจารกับเมียท้าวโกมหาดเล็กพระยาพ่อนั้นแล พระยาสุริยจึ่งให้ไปฆ่าเสีย เจ้าราชบุตรต้องฆ่าตายเสียที่ผาดังหั้น เหตุดังนั้นจึ่งชื่อผาล้างมาตราบเท่าบัดนี้ ยามบ่ล้างเจ้าราชบุตรนั้น เปนผาเล่มหลวงเปล่าดายแล ถัดนั้นเจ้าอินทกุมารอันเปนลุงกุมารทั้งสอง เจ้ากิ่งกิจแลอินทโฉมนั้น จึ่งเอานางลาว จึงบังเกิดลูก

พงษาวดารล้านช้าง ๔๒๓ ชายผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าหม่อมน้อย แม่นเจ้าองค์คำนั้นแล ลูนมาเปนองค์นกดายสามชื่อแล แม่เจ้าหม่อมน้อยนั้นชื่อสาวคำแล เจ้าอินทกุมารเชื้ออาชญาลื้อฝ่ายพ่อ หัวขาวกับน้องสาวอันเปนแม่เจ้ากิ่งกิจแล อินทโฉมก็ยังอยู่กับเจ้าสุริยธรรมิกราช ในเวียงจันที่นั้นแล ๏ ในศักราช ๙๙๕ ตัว ปีรวงเป้านั้น พระยาสุริยวงษาธรรมิกราชบรมบพิตรราชเจ้าเกิดแลอายุได้ ๒๕ ขึ้นเสวยราชย์เปนเจ้าล้านช้างศักราชได้ ๑๐๒๐ ปีนั้น แลเสวยราชย์ได้ ๕๖ ปี ศักราชได้ ๑๐๗๘ ถึงอนิจกรรมไปในปีกาไก๊ นับแต่ชาติเจ้าสุริยมาเท่าได้เสวยเมืองได้ ๘๓ แล ๏ ถัดนั้นอินทกุมารเชื้อเจ้าเมืองศรีฟ้าก็ตายเสีย นางจันทรผู้น้องสาว แม่กิ่งกิจอินทโฉมสองพี่น้องก็ตายเสียแล ยังแต่กิ่งกิจอินทโฉมสองพี่น้อง กับทั้งเจ้าหม่อมน้อยยังน้อยนัก บ่ฮู้จัก อะสังแล ยังแต่เจ้านางทั้งสองอันเปนอาวกุมารีลงท่าแลนางสุมัง แต่นั้นยังมีมหาเสนาใหญ่ผู้หนึ่งชื่อพระยาจันขึ้นเปนเจ้าแผ่นดินในเวียงจัน จึงเอานางสุมังเปนเทวีแล ถัดนั้นพระยานครผู้หนึ่งชื่อว่านันทราช (น่าน) จึงยกทัพมายาดชิงราชสมบัติกำจัดพระยาจันเสียขึ้นนั่งเวียงจัน ว่าดังนั้นพระยาจันกินง้วนตายเสียแล ๏ แต่นั้นพระยานันทราชเปนเจ้าแผ่นดินแล ถัดนั้นพระไชยองค์แวลูกเจ้าชมภูอันอยู่เมืองแวนั้น จึ่งประมวญเอาพลโยธามาแย่งชิงเอาศิริสมบัติในเวียงจัน จึ่งกำจัดพระยานันทราชแล้ว ขึ้นนั่งแท่นแก้วเปนเจ้าแผ่นดินลาวอยู่ช้อย ๆ หั้นแล ดังกิ่งกิจกุมารอินทโฉมกุมาร

๔๒๔ พงษาวดารล้านช้าง อันเปนหลานแห่งพระยาสุริยวงษาธรรมิกราชเจ้านั้นก็ยังน้อย ยังรักษาตัวอยู่ในเวียงจันที่นั้น กับทั้งเจ้าองค์คำลูกลุงอยู่ด้วยกันที่หั้นแล แต่นั้นเจ้าทั้งสามก็เห็นพระไชยองค์แว ได้ขึ้นเปนเจ้าแผ่นดินในเวียงจัน เจ้าทั้งสามก็กลัวราชทัณฑ์โทษาแต่ปู่ตา ได้ทำร้ายแก่พระไชยองค์แวนั้น จึ่งพาเอาเจ้าหม่อมน้อยกับเจ้าองค์เอกเชื้อเมืองพาน พากันพ่ายขึ้นมาอยู่เมืองหลวงลวดเลยขึ้นไปอยู่หัวอูภูฝาง กิ่งกิจแลหม่อมน้อยเมืออยู่เมืองล้าเมืองพง เจ้าอินทโฉมกับเจ้าองค์เอกเมืออยู่นำข่าเชื้ออันว่าแผหั้นแล แต่นั้นพระไชยองค์แวจึ่งแต่งให้ท้าวนองลูกแสนทิพนาบัวมานั่งเมืองหลวงนั้นแล ทีนั้นเจ้ากิ่งกิจแลหม่อมน้อย จัดแจงเอารี้พลกำลังทั้งหลายขอบแขวงเมืองหลวง ได้คน ๖๐๐๐๐ ลงมารบท้าวนองในเมืองหลวงหั้นแล แต่นั้นท้าวนองกลัวเดชะแห่งกิ่งกิจแลเจ้าองค์คำดังนั้น จึ่งกวาดเอาครอบครัวข้อยไพร่ทั้งหลาย แลพระแก้ว พระบาง พระแซกคำ ลงไปไว้ในเวียงจันปางนั้นแล ๏ เมื่อนั้นเจ้ากิ่งกิจแลหม่อมน้อย ก็พาข้อยไพร่มาตั้งอยู่เมืองหลวง เจ้ากิ่งกิจลวดขึ้นนั่งเมืองเปนเจ้าแผ่นดินทรงนามว่า พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาวบรมบพิตรราชธานีกรุงศรีสัตนาคนหุต อุดมราชธานีบุรีรมย์ยมจักรพรรดิราชเจ้า ทรงนามกรดังนี้แล ๏ ฝ่ายพระไชยองค์แวก็เสวยศิริสมบัติในเวียงจันหั้นแล ๏ บัดนี้คนทั้งหลายคิดกันพอยเอานิยายบานนี้มาว่า ไผบ่ใส่ข้อยสุริยวงษองค์แวจึ่งผิดกันสังก็เพื่อดังนี้แลแต่นั้นจึ่งมาปันเขตรปันแดนแก่กันตั้งแต่เมืองเชียงคานไปใต้ถึงลิผีแลพวกช้างทั้ง ๖ บ่อคำทั้ง ๙ ไว้แก่เวียง

พงษาวดารล้านช้าง ๔๒๕ จัน แต่เมืองเชียงคานขึ้นไปถึงผาได แล ๑๒ น่าด่านจุไทย แลหัวพันทั้งหก อันเปนพวกแพรขาวแพรแดงทั้งมวญไว้แก่เมืองหลวงแดน แต่นั้นมาแผ่นดินลาวเกิดเปนสองบั้น ปันเปนสองท่อน เปนขันธานุขันธ์ดังเวรนุเวรัง เปนยุทธานุยุทธํ เปนจุลานุจุลํ แก่กันไป ๆ มา ๆ เปนมหันตมหาทุกขแก่ไพร่ไทยนักแล ๏ เมื่อเจ้ากิ่งกิจขึ้นเสวยราชย์เปนเจ้าแผ่นดินแล้วดังนั้น พระจึ่งให้นำมายังลูกตระกูลทั้งหลาย ๓ นาง ขึ้นเปนบาทบริจาแห่งตนหั้นแล ผู้หนึ่งชื่อว่าหม่อมทุม แม่นแม่เจ้าแทนสาวนั้นแล คนหนึ่งชื่อว่าหม่อมยึง แม่นแม่เจ้าแทนคำนั้นแล ผู้หนึ่งชื่อว่าหม่อมลิ แม่นแม่เจ้าอรรคชายานั้นแล ๏ ตั้งแต่เจ้าพระยากิ่งกิจราช ขึ้นนั่งเหนือปราสาทเสวยราชย์เปนเจ้าในเมืองหลวงพระบางราชธานีแล้วดังนั้น ก็จึ่งมาบังเกิดได้ยังลกหญิงสามนางหั้นแล ถัดนั้นเจ้าอินทโฉมแลเจ้าองค์เอกพี่น้อง จึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพระยากิ่งกิจราชแลเจ้าหม่อมน้อยอันเรียกว่าองค์คำนั้นแล จึ่งเมือเกลี้ยกล่อมเอาหมู่ขุนห้อขุนแห่ขุนม่า ขุนเหมือไทยเชื้อไทยแลมาเปนพลโยธาแก่ตนแล ก็คุมกองทัพลงมารบเลวพระยากิ่งกิจราชองค์พี่ตนหั้นแล ก็บ่อาจปราบแพ้เจ้าพระยากิ่งกิจราชได้แล จึ่งถดถอยกองทัพขึ้นเมือน้ำอูฮอดกิ่วยาง เรือเจ้าองค์เอกหมอคงจึงขึ้นไปก่อนที่นั้น แกล้วหาญทั้งหลายจึ่งว่านำเจ้าองค์เอกเมืองพานมากิ่งเสี่ยงมาทาย คุณฤกษคุณเกณฑ์ตัวเราว่าจะแพ้ว่าดังนี้ เขาจึ่งแทงเจ้าองค์เอกตกเรือก็ลวดสวาดน้ำไปออกฟากลบห้วยน้ำพู้น ยังมี

๔๒๖ พงษาวดารล้านช้าง ท้าวหิงห้อยได้ดอกไม้บ่ฟังใต้ฟังเหนือ ลวดลอยไปนำเจ้าองค์เอก ๆ จึ่งเอิ้นสั่งเจ้าอินทโฉมว่า เจ้าอ้ายเอยเอาแต่บุญเราเปนเทอญ ภายน่าบุญอ้ายมีก็ดีบุญน้องมีก็ดี จึ่งส่งเสี้ยนสือหากัน ว่าอันแล้วจึ่งดั้นดอนชอนป่าไปถึงเมืองพาน ก็ได้นั่งบ้านสร้างเมืองอยู่จ้อย ๆ เสียก่อนแล แต่นั้นเจ้าอินทโสมคืนเมือฮอดบ่อนอยู่แห่งตน จึ่งเอาลูกเมียข้อยทั้งหลายเมือตั้งอยู่เมืองล้าเมืองพง จึ่งมาแปงง้าว (ดาบ) สองดวงใส่ฝักได้ก็แม่นไว้ที่เมืองลาดวงหนึ่ง เจ้าอินทโฉมถือดวงหนึ่งด้วยไมตรีลุงแล แม้หากเปนเชื้อเจ้าศรีฟ้าแล เมื่อนั้นเจ้าพระยากิ่งกิจราชเสวยราชย์โดยสวัสดี แผ่บารมีคงขอบคงแดน สารสามงาน้ำมาสามคอน เรือนมีร้านบ้านมีเสา หม่อยส่งข่าววันออกแจ่งเหนือ ไล่ลอสอลาเข้ามาน้อมไหว้ถวายหัวพึ่งโพธิสมภาร เจ้า พระยากิ่งกิจธรรมิกราชเมืองล้านช้างก็ศุขเกษมนัก แล้วจึ่งมาบังเกิดได้ลูก ๓ คน เกิดนำหม่อมทุมมาเจ้าแทนสาว เกิดนำหม่อมยึง ผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าแทนคำ เกิดนำหม่อมลิผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าอรรคชายาคำ บ่หึงนานเท่าใดพระยากิ่งกิจราชเจ้าก็ถึงอนิจกรรมเสียแล เสนาทั้งหลายจึ่งเอาเจ้าองค์คำลูกเจ้าอินทกุมาร องค์พ่ายห้อหัวขาวไปพึ่งอยู่นั้นขึ้นเสวยราชย์แล้ว จึ่งมาเอานางทั้งสองเปนเทวี แลสบแอกเชียงค้อนำเอานางมาถวายผู้หนึ่ง ชื่อว่านางแก้วดวงบุบผาอันเปนแม่เจ้าทัดนั้นแล แต่นั้นเจ้าอินทโฉมรู้ข่าวว่าพระยากิ่งกิจตายแล้ว ก็เกลี้ยกล่อมเอาข่าเจือก็ลวดเอาเมียผู้หนึ่งนำข่าเจือ มีลูกผู้หนึ่งชื่อเจ้าหน่อเมือง แล้วจึ่งพาข่าเจือแลลื้อเมืองล้าเมืองพงลงมาเลวเจ้าองค์คำ

พงษาวดารล้านช้าง ๔๒๗ จึ่งถอดเอาเครื่องสาตราวุธเสียหมดแล้ว จึ่งให้อยู่ข้างวัดวิชุณห์หั้นแล ส่วนดังเจ้าองค์คำก็เชื่อน้ำอกใจฅอแห่งเจ้าอินทโฉมแท้ ก็เล่าพาเพี้ยแก้วนายช้างผู้หนึ่ง จ่าบ้านผู้หนึ่ง ท้าวบังรอดท้าวบังคมหนึ่ง ท้าวเหิงเห็งร้ายผู้หนึ่ง พลเมืองหลายแหล่ จึ่งไปต่อนกทางนานกแขกชุเมื่อ แต่นั้นยังมีเมืองขวาใจประดิพัทธแก่เจ้าอินทโฉม ตีเสน่าใส่บั้งเมือถวายแก่เจ้าอินทโฉม ท้าวพระยาทั้งหลายถามว่าบั้งปีสังเด่ เมืองขวาว่าบั้งส้มไปให้ทั้งหลายเบิ่ง บั้งเสน่าบ่ไข ลูนนั้นบ่นานเจ้าองค์คำไปต่อนก พระยาเมืองขวาขึ้นเมือกราบฉลองเจ้าอินทโฉมแล้ว ลวดมาทางผาเผินมาพลาดล้มผาเผินหั้นที่หนึ่ง จึ่งเมือขึ้นหอคำวันนั้นแล ลวดหับประตูเวียงทุกแห่งแล้วลั่นสะบุเสีย แต่นั้นเจ้าองค์คำใช้ท้าวบังรวดมาเบิ่งบ่ได้เข้าเมือง คนึงใจว่ารอยที่เพื่อนยาตรเมืองกูแลร้ายบ่ดีก็จักไปเชียงใหม่เสียแล ว่าดังนี้แล้วจึ่งมาเสวยเข้าวัดภูมืดแล้วจึ่งปล่อยหมายชุฉบับ แล้วจึ่งไปทางนาทมโคน จึ่งสระสวางท้าวเพี้ยทั้งหลาย ไผจักคืนหาลูกหาเมียก็เอาใจเปน ไผจะไปทุกขไปยากนำคูก็เอาใจเปน ว่าดังนี้ แต่นั้นยังมีเพี้ยแก้วท้ายช้างคึดฮอดลูกเมียจึ่งคืนมาผู้เดียว เจ้าอินทโฉมว่าจักฆ่าเสีย ลูกเมียจึ่งไหว้สาหัวครู (ภิกษุ) ทั้งปวง ไปยาด (แย่ง) เอาเพี้ยแก้วท้ายช้างได้ที่น่าวัดแก้วหั้นแล จึ่งเมือขายเมือคายเจ้าอินทโฉมว่า คั้นมันว่าจะบวชจึ่งไว้ชีวิตรว่าดังนี้ จึ่งมาถามเพี้ยแก้วขอบวชเสียแล จึ่งแบ่งลาบลายฮดเปนสมเด็จเพี้ยคราวปางนั้นแล

๔๒๘ พงษาวดารล้านช้าง ๏ ส่วนดังเทวีเจ้าองค์นกทั้งสอง ผู้หนึ่งชื่อแทนสาว ผู้หนึ่งชื่อแทนคำ ส่วนดังนางพระดวงบุบผานั้นก็อยู่หั้นแล ส่วนดังเจ้าอินทโฉมเสวยเมืองแล้ว จึ่งยกท้าวหานางทั้งหลายก็อยู่ชุคนแล เชิงนางแทนสาวรู้ข่าวผัวตนหนี ก็เข้าเรือพ่ายหนีไปอยู่นำเจ้าองค์กุที่เมืองเลียบพู้นแล จึ่งแต่งหัวครูพี่น้องไปเมดตาเจ้าแทนสาวสองสามทีก็บ่คืน นางจึ่งว่าครั้นว่าข้อยมีลูกชาย จะให้ลูกข้อยเสวยเมืองป๊อยจ้างจิคืน นางว่าดังนี้ หัวครูจึ่งคืนมากราบมาทูลเจ้าอินทโฉม ๆ จึ่งว่าก็จักให้เปนดังความคิดนางนั้นแล ว่าดังนี้แล้วจึ่งไปแห่เอานางที่เมืองเลียบพู้นมาแล แล้วก็ตั้งให้เปนสาวดังเก่าแล นางจึ่งมีลูกผู้กกชื่อเจ้ามังธาตุราช ผู้ถัดชื่อเจ้าพรม ผู้ถัดชื่อเจ้าวงษ ผู้หล้าชื่อนางสุชาดา แลลูกมเหษีซ้ายเจ้าอินทกุมาร ควายชนเสียเจ้าภูมืด ๑ เจ้าราชบุตรโฮงใต้ ๑ นางอุบะมเหษีขวา เจ้าสุระ ๑ เจ้าองค์เอก ๑ เจ้าเชษฐา ๑ เจ้าโรงท่านั้นแล นางแทนคำมีลูกชื่อเจ้าโชติกะ ๑ นางแก้วสาวสวรรค์ ๑ เจ้านุทะกุมาร ๑ เจ้านาคเสนกุมาร ๑ นางกอง ๑ นางดวงบุบผามีลูกชื่อเจ้าชูพุด ๑ เจ้าทัด ๑ นางอุบลวรรณา ๑ ส่วนดังนางแทนสาวนั้นมีเจ้ามังธาตุราชผู้กก ใหญ่มาได้ ๑๕ ปี พระพ่อแลเสนาก็เวนเมืองให้แก่เจ้ามังธาตุราชตามสัจจแม่นั้นแล เจ้านั้นจึ่งไปส้วงเรือหมากแตกจึ่งหนาวไข้ป่วย ลวดนฤพานเสียแล เจ้าวงษจึ่งได้นั่งเมืองภายลูนแล ๏ ทีนี้จักจาถึงเจ้าองค์คำเปนองค์นกก่อนแล เจ้าก็พานำนองกองข้อยไปถึงเมืองเหลือกเจ้าจึ่งอธิฐานว่าครั้นว่าบุญตูยังมีจักได้เสวยเมืองภายน่า

พงษาวดารล้านช้าง ๔๒๙ กูไต่ขัวนี้ไปจงให้ขัวนี้หักเทอญ คั้นว่าบุญกูบ่มีอย่าให้หัก อธิฐานดังนี้แล้วจึ่งไต่ไปสามบาทตีน ขัวค่ามน้ำเหลือกไม้แปนหมอนหักไปแล จึ่งไปหาหัวคูเมืองเหลือกคูณฤกษคูณเกณฑ์ ว่าให้บวชไปจึ่งดีแล แต่นั้นเจ้าก็บวชเปนสงฆ์แต่นั้นไปแล จึ่งไปอยู่วัดช้างเผือกในเชียงใหม่ ๏ ส่วนดังเจ้าเชียงใหม่ก็ถึงแก่อนิจกรรมเสียแลยังลูกสองชายม่าน จึงลงมาอ้อมเชียงใหม่ มีม่านแสนเจ็ดหมื่นแล ชาวเชียงใหม่ฟันบ่แพ้ฆ่าบ่ตาย ก็ง่อมเหงาทั้งเมืองนั้นแล ๏ ยังมีอำมาตยผู้หนึ่งเปนมิตรกับพระยาจ่าบ้าน มันจึงรู้ว่าอาชญาลาวมาอยู่ที่นี้ควรเสี่ยงดูแล จึงชุมนุมทั้งหลายจึงมีโอคำ ๓ หน่วย แล้วมาเสี่ยงน้ำแม่ปิง อธิฐานส่าย ๓ ที องค์ใดยังจักแพ้ข้าศึกหมู่นี้ บ้านเมืองจักสระสว่างผาบไภยให้อยู่เย็นเปนศุขย้อนโพธิสมภารองค์ใดให้โอไหลเมือเหนือว่าดังนี้ เอาเทียนติดโอแล้วเอาของลูกเจ้าเชียงใหม่ผู้พี่วางใส่น้ำไหลไปใต้เสีย พักส้วย ๓ ทีดังเก่า วางโอเจ้าผู้น้องใส่เซาอยู่น้อยหนึ่งก็ไหลไปใต้พักสว่าย ๓ ทีวางโอเจ้าองค์นกใส่อยู่คาวหนึ่งไหลเมื้อเหนือ หากบังเกิดด้วยลมตี ชาวเชียงใหม่ตบมือพือผ้าจิบ่เสียบ้านเมืองลูกเมียเราแล ชาวลานนาสมาคมนิยมปางวันนั้นมากนัก ชาวเชียงใหม่ก็นิมนต์มอบอลังการทั้งมวญจึงสึกมานั่งหอคำ ๗ วัน เสพตามบุพพาจารีตแล้วออกไปรบม่าน ๆ ก็แตก น้ำแม่ปิงเปนดังใส่เลือดก็มีนั้นแล ๏ เจ้าก็เสวยศิริสมบัติในเมืองลานนา ศุขเกษมมากนัก ก็เล่ามีลูกกับนางยวนผู้หนึ่งชื่อเจ้าต้น ผู้หนึ่งชื่อเจ้าวงษ ผู้หนึ่งชื่อเจ้าทิศ

๔๓๐ พงษาวดารล้านช้าง มี ๓ คนนี้แล มีไว้ในเมืองหลวง ๑๐ ชายเจ้าสุวรรณ ๑ เจ้าแก้ว ๑ เจ้าฟู ๑ เจ้าชายใหญ่ ๑ เจ้าพรม ๑ เจ้าชายน้อย ๑ เจ้าอโนชา ๑ หนีเมือเชียงใหม่นำพ่อ ๗ องค์ ยังเมืองหลวง ๓ องค์ เจ้าไชยน้อย ๑ เจ้าสาร ๑ เจ้าอโนชา ๑ ๏ ส่วนดังเจ้าสารบวชอยู่วัดใหม่ เจ้าอโนชาบวชอยู่วัดเชียงทอง เพี้ยเชียงใต้อยู่หั้นแล้วจึงอาณัติกัน ว่าจักฟื้นเจ้าอินทโฉมทางวัดใหม่แล เจ้าสารมีกำลัง ๓๐๐ เล่มเพี้ยคาวก็พร้อมทางวัดเชียงทอง มีกำลัง ๕๐๐ เจ้าอโนชาแลพระยาเชียงใต้ผู้หนึ่ง ท่านเปนเชียงใต้กับองค์นกหั้นแล ๏ ท้าวอินนำงาผู้หนึ่งพื้นได้ร่วมคิดท่าน จะขอเปนหมื่นน่า ทิดสุวรรณหมอคงผู้หนึ่ง ครั้นพื้นได้ขอเปนนาใต้ จึงนัดกันเดือนสิบสองเพ็ญ อยู่มาฮวดมื้อ ๑๔ พระยาเชียงใต้อยากกินเข้าปุ้น (ขนมจีน) หลาดแลงให้ข้าชายไปซื้อบ่ได้กะลาดวายเสีย พระยาคำใต้จับไม้ค้ำโพไล่ตีข้อยชายผู้นั้นมันแล่นเข้าไปในวัง เจ้าขุนเฆี่ยนถามหลายประการ ข้าชายบอกกล่าวรหัศแตกเสียก่อน ก็เลยรบกันตามกำลัง ก็ลวดเสียพระยาเชียงใต้กับทิดสุวรรณนั้นแล ทางเจ้าสารอยู่วัดสุวรรณพรหมก็ลี้เสีย ด้วยว่าบ่แม่นมื้อผัด ท้าวอินนำงาโจนพึ่งหัวครู โรงดำคารวะเสียอไภยโทษแล้ว ส่วนดังเจ้าอโนชาพ่ายเมืออยู่บ้านเกิบแตง พระเมืองหลวงนำเมือฆ่าเพี้ยข้าแล้วคืนมา ขี้ทูดแตกออก ๙ แห่ง ด้วยเหตุฆ่ากระษัตริย์แล ส่วนลูกเจ้าองค์นก ๑๐

พงษาวดารล้านช้าง ๔๓๑ ชายนั้นจักได้นั่งเชียงใหม่แทนพ่อ เจ้าสุวรรณ ๑ เจ้าจัน ๑ ดังเจ้าสารนั้นลางพ่องว่าเจ้า ๏ เจ้านั้นจักตัดปัญญาเมือภายน่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ดังนี้ ๏ เจ้าจันทราชานั่งเชียงใหม่แทนพ่อองค์นกนั้น มีลูกผู้หนึ่งชื่อนางเทพ ผู้หนึ่งชื่อนางทุม ลูกชายชื่อเจ้าอินท ๑ เจ้าสุภา ๑ เจ้าสุพรรณ ๑ เจ้าคำเครื่อง ๑ ๏ เจ้าสุวรรณผู้พี่มีลูกชายชื่อเจ้าอุ่น ๑ เจ้าเทพ ๑ ลูกหญิงนางเทพ ๑ ก็ลวดหนีเมืออังวะแล ๏ เมื่อนั้นเจ้าอินทโฉม ก็เสวยศิริสมบัติในล้านช้างก็หึงนานนักข้อยไพร่ศุขเกษมมากนักแล ๏ ถัดนั้นเจ้าอินทโฉมถึงอนิจกรรมแล้ว เจ้าโชติกะกุมารลูกเจ้าอินทโฉมผู้กกเสวยเมืองแทน เจ้าโชติกะอนิจกรรมไปแล้ว ก็เปน พลาพลังน้อยหนึ่ง แล้วเจ้าองค์ยึงเสวยศิริสมบัติ เอานางกองเปนเทวี เจ้าองค์ยึงอนิจกรรมไปปีเมืองเม็ด ปีปึกสันเมืองหลวงพระบางแตกเสีย มาถึงปีรวงไก๊ศักราช ๑๑๕๓ ตัวก็อนิจกรรมเสียแล ๏ ตั้งแต่ขุนลอลูกขุนบรมราชา ยกจากนาน้อยอ้อยหนูลงมายังเมืองลาว ลูกขุนลอชื่อขุนชวาลำดับมาฮอดขุนฮุง ลูกขุนฮุงนั้นอาจารย์ทั้งหลาย เปลี่ยนนามขุนเปนท้าวได้ ๑๕ เช่น ตั้งแต่แปงขุนเปนท้าวมีท้าวแทนเปนเก๊า ทราบต่อท้าวถึงท้าวหว่างได้ ๖ เช่น แต่นั้นเขาแปงท้าวเปนพระยา ตั้งแต่พระยาลังลูกท้าวหว่างเปนเก๊าสืบมา ลูกพระยาลังชื่อพระยาคำผง ติดต่อสืบราชวงษายังในเชียงทองเชียงคง

๔๓๒ พงษาวดารล้านช้าง ได้ ๓๗ เช่น มาถึงพระไชยลูรชื่อว่าเชษฐาวังโส ทรงนามกรว่าพระไชยเชษฐาธิราช จึงลงไปตั้งเวียงจันเปนมหานครราชธานี ติดต่อมาได้ ๑๐ เช่นราชวงษา ๏ กับพระสุริยไพ่บ่นับ พระยาแสนสุรินทรก็บ่นับ พระยาจันทรก็บ่นับ พระไชยองค์แวก็หลานเจ้าสุริย เจ้ากิ่งกิจเจ้าอินทโฉมก็หลานเจ้าองค์นกก็หลานพระไชยองค์แวนั่งเวียงจัน ลูกพระไชยองค์แวนั้นแม่นองรองลูกเจ้าองค์รองนั้นแม่นองค์บุญ ลูกองค์บุญนั้นแม่นเจ้าอินเจ้าหั้นแล ลี้เสีย

Sunday, March 7, 2010

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

หลวงปู่เทสส์

...นรกแตก คือว่า ความโกรธ ความไม่พอใจมันร้อนเต็มที่แล้ว มันแตกกระจายออกไป เห็นสิ่งต่างๆ แล้วไม่พอใจไปทั้งหมด วัตถุสิ่งของใดๆ ที่อยู่รอบด้านรอบตัวของเรา เห็นเป็นพิษเป็นสงไปหมด ผู้คนต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของเรา แม้แต่ญาติมิตร พวกพ้องพี่น้องของเรา มีบิดามารดาเป็นต้น ก็เห็นเป็นภัยหมด

อันนั้นแหละ หม้อนรกแตก

มันแตกออกมาจากใจ แล้วก็กระจายไปทั่วทุกแห่งหน ไหม้ตลอดหมด เรียกว่า นรกแตก มันแตกเป็นหม้อเล็กหม้อน้อยออกไป นั่นแหละใครไม่รู้จักนรก ให้ดูเสีย ให้เข้าใจเสีย

นรก คือ ความโกรธ ความโกรธนี้เมื่อมีในตัวของเราแล้ว เราไม่อดกลั้นมันเลยปล่อยกระจายออกภายนอก ไหม้เผาผลาญไปทั่วบ้านทั่วเมือง...

“นรก” เป็นคำบาลี แปลว่า นรชน คือคนเรานี่แหละ ทุกๆ คนมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปดูที่อื่นไกล ดูตัวของเราก็แล้วกัน เวลามันโกรธขึ้นมา มันมืดมิดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านเรียกว่า นรกโลกันต์ คือมืดมิดหมด ไม่เห็นแสงเห็นแดดอะไรเลย

...ท่านสอนให้ดับไฟนรก ต้องเอาที่ต้นตอของมันจริงๆ จังๆ ต้นตอของนรกจริง คือ ใจ ถ้าเราเห็นใจแล้ว มันไม่มีอะไรหรอก ไฟนรกก็ดับ ความโกรธก็ไม่มี เช่นว่า เราโกรธพอกำหนดสติ เห็นใจเราเท่านั้น ความโกรธนั้นหายไปเลย

ความโลภ ความหลง ความมานะทิฏฐิก็เหมือนกัน หากเราเข้าไปเห็นตัวใจแล้ว ของเหล่านั้นดับหายไปหมด

ใจ คือ ตัวเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปในอดีต ในอนาคตไม่คิดนึกอะไร นิ่งเฉยอยู่ ตัวนั้นแหละเป็นใจ เราดับไฟตรงนั้นเลย ไม่ต้องดับที่อื่นไกล ตรงเข้าไปตรงนั้นเลยทีเดียว คือ ตรงเข้าถึงใจ ที่มันเป็นกลางนั่นเลย

แต่มันดับไม่หมดทีเดียวนะ...ไฟอันนั้นพิษมันร้ายแรงมาก ท่านหมายถึง ความโกรธนั่นแหละ แม้จะน้อยนิดเดียวก็ตาม พอมันโกรธขึ้นมาแล้ว มันอาจจะล้มทุกสิ่งทุกอย่างระเนระนาดได้

ความโกรธไม่มีตัว ไม่ทราบว่าตั้งอยู่ในสถานที่ใด ใครเป็นพ่อเป็นแม่ของมันก็ไม่ทราบ ใครเป็นพี่เป็นน้องมันก็ไม่ทราบ แต่มันเกิดขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาแล้วก็ขยายกว้างขวางออกไป แพร่พันธุ์ลูกๆ หลานๆ กว้างขวางมาก ได้แก่ มานะทิฏฐิ ถือตนถือตัว เกิดอะไรต่างๆ ได้สารพัดทุกอย่าง ออกมาจากความโกรธความไม่พอใจทั้งนั้น

...อวัยวะ มือ เท้า ฯลฯ มีอยู่ทุกคนนั่นแหละ สามารถที่จะฆ่าจะแกงเขาได้ แต่ว่าเราระมัดระวัง สังวร สำรวมกาย วาจา ใจ จึงไม่สามารถที่จะทำเขาได้ ไม่สามารถที่จะฆ่าจะแกงเขาได้ กิเลสอันนั้น ถ้าเอาออกมาใช้เมื่อไร ก็ใช้ได้เหมือนกันมันเหมือนเก่านั่นแหละ แต่ท่านผู้วิเศษทั้งหลายท่านไม่ใช้ กิเลสยังอยู่เท่าเก่า หู ตา จมูก ลิ้น กาย มันก็ยังอยู่เท่าเก่า มันประสบพบเห็นสิ่งต่างๆ ก็เท่าเก่านั่นแหละ ไม่ใช่ท่านไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีแขน ไม่มีอวัยวะต่างๆ ท่านมีเหมือนกันกับพวกเราแต่ท่านเป็นผู้สำรวมแล้ว ท่านระวังแล้วตลอดเวลา
เหตุนั้นพวกเราฝึกหัดปฏิบัติอยู่นี่ ก็ปฏิบัติเพื่อให้มันชำนิชำนาญ ในเรื่องการสำรวมระวังเมื่อมีอะไรมากระทบเข้าเพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาได้

ไม่ให้มันขุ่นขึ้นมานั่นเอง ให้มันใสแจ๋วอยู่ตลอดเวลา มันจึงจะพ้นจากทุกข์ พ้นจากนรก

ถ้ามีอะไรมากระทบปั๊บเวลาใด เกิดขุ่นมัวขึ้น เกิดประหัตประหาร ฆ่าฟันกันด้วยประการต่างๆ เกิดด่าเกิดว่ากันขึ้น มันเป็นเหตุให้เดือดร้อนทั้งต้นและคนอื่น เหตุนั้นจึงควรระวังทุกๆ คน เป็นมนุษย์อยู่หมู่มากด้วยกัน มันต้องมีการกระทบ จะอยู่บ้านหรืออยู่ที่ไหนก็ตามเถิด ให้คอยระวังอยู่ตลอดเวลา การระวังสังวร พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พากันทำให้นักหนา ให้พากันรักษานักหนา

...พระพุทธเจ้าก็ตรัสเทศนาเหมือนกัน ความอดกลั้น เป็นตปะอย่างยิ่ง คือ ระงับดับกิเลสได้

ทางโบราณท่านสอนว่า ก่อนจะทำอะไรลงไปให้นับสิบเสียก่อน
ทีนี้มันไม่ทันนับสิบน่ะซิ มันออกไปก่อน วาจามันเร็วที่สุด ใจยังเร็วกว่านั้นอีก มันอยากจะพูดซ้อนๆ กัน 2-3 คำ
นั่นน่ะ ตรงที่มันออกไปไม่ทันใจ พอพูดหยาบคายออกไปแล้วมันก็เป็นเหตุให้ร้อนแล้วทีนี้ เราน่ะร้อนกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
นี่แหละ นรก ไม่ใช่อื่นไกล ระงับดับนรกตรงนี้ได้แล้ว มันอยู่สบาย ไม่ต้องไประงับดับที่อื่น

ที่ว่านรกอยู่ใต้ดินนั้น ที่จริงแล้วไม่ใช่หรอก ความเลวทราม ความต่ำช้าของจิตใจนั่นมันต่ำ
เขาจึงเรียกว่าอยู่ใต้ดิน จึงว่านรกอยู่ใต้ดิน พูดถึงนรกก็ชี้ลงไปข้างล่างที่ดินเลย

ส่วนจิตใจที่ดีงาม มันเบา มันสูง เขาจึงเรียกว่า ขึ้นสวรรค์ มันสูงจึงอยู่ข้างบน พูดถึงสวรรค์ก็ชี้ขึ้นไปข้างบน

อันความเป็นจริงแล้ว นรก สวรรค์ อยู่ที่ตัวของเรานี่แหละ

นรก แปลว่า นรชน นรชนมีในที่ใด นรกมีในที่นั้น ไม่ต้องไปหาที่อื่น ไปหาที่อื่นไม่เห็นหรอก
จะไปหาที่ไหนๆ ก็ไม่เห็น มันอยู่ในตัวคนนี่ทั้งนั้น ครั้นตัวของเราไม่เป็นนรกแล้ว ก็หมดเรื่อง นรก ใต้ดินก็ไม่มีนรก
วันนี้อธิบายเท่านี้ละ เอวํฯ

*********************************
สงคราม

เทศนาวันนี้จะกล่าวถึงเรื่อง สงคราม ขอให้เข้าใจคำว่า “สงคราม” กันเสียก่อน
การทะเลาะวิวาทกัน จะด้วยความคิดเห็นไม่ลงรอยกันหรือด้วยอำนาจความเป็นใหญ่เป็นโตกันก็ตาม
แม้ที่สุดชิงรักหักสวาทกันเป็นต้น แล้วเกิดขัดแย้งกันทะเลาะวิวาทกัน

ในระหว่างคน 2 คน หรือ 2 ฝ่าย 2 คณะก็ดี ถ้าเพียงแต่ทะเลาะกันด้วยวาจา เรียกว่า สงครามปาก
ถ้าโต้กันด้วยภาษาหนังสือ เรียกว่า สงครามปากกา
ถ้าลงได้ใช้หมัดใช้มือ เรียกว่า สงครามกีฬา
ถ้าลงได้ใช้ศัสตราวุธ เรียกว่า สงครามประหาร
ถ้ายกกองทัพกองพลเข้าใส่กัน เรียกว่า ยุทธสงคราม
ถ้าในระหว่างคู่รัก เรียกว่า สงครามรักสงครามสวาท
เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่า สงคราม

ความประสงค์ก็คือต้องการความเป็นใหญ่ เป็นอิสระ อยากให้ได้ดังใจของตนแต่ฝ่ายเดียว
ตามหลักพระพุทธศาสนาท่านสอนว่า เป็นกิเลสอย่างต่ำ ถึงชนะก็เป็นเหตุให้ก่อเวร
ผู้แพ้อยู่เป็นทุกข์ ชนะและแพ้ไม่มีการสิ้นสุดลงไปได้ จึงสมกับพุทธภาษิตที่ว่า โย สหสฺสธ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน

แปลใจความว่า การทำสงครามทั้งหลาย มีการทำเพื่อชิงอำนาจเป็นต้น มิใช่เป็นการชิงชัยเอาความดีความเด่นที่แท้จริงแต่เป็นความเด่นที่ด้อยเกียรติ และมีแผลเน่าติดไปด้วย เพราะเหตุเอาชนะเขาด้วยความโหดร้าย ไม่ยุติธรรม ใช้กำลังกิเลสเป็นผู้บัญชาการ ขาดเมตตาพรหมวิหารอันเป็นมนุษยธรรมเสียฉะนั้น ความชนะนั้นจึงเป็นความชนะที่หลั่งด้วยโลหิต มีแต่ปัจจามิตร ข้าศึกอยู่รอบด้าน
ในทางพระพุทธศาสนามิได้ชมว่าเป็นผู้ได้ชัยชนะที่ประเสริฐ เพราะเป็นชัยชนะที่ใช้อาวุธเป็นอำนาจเหนือกองเลือดของผู้แพ้มิได้ทำให้หัวใจเขายอมแพ้ไปตาม วันหนึ่งข้างหน้าอาจจะมีการก่อเวร โดยความพยาบาทของผู้แพ้ ฉะนั้น ถึงจะชนะหมู่ชุมชนจำนวนพัน ก็ไม่เป็นของประเสริฐอะไรเลย ยิ่งชนะมากก็ยิ่งจะมีแต่เวรภัยมากขึ้นเป็นเงาตามมา
เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคาม ชุตฺตโมติฯ การชนะคนคนเดียว (คือตน) เสียได้แล้ว เป็นการชนะอย่างสูงสุด
การชนะคนคนเดียว (คือตน) เสียได้แล้ว เป็นการชนะอย่างสูงสุด แม้ในหมู่เทวดาและมนุษย์ก็ย่อมนับถือว่าเป็นผู้ประเสริฐ เพราะทุกๆ คนเมื่อเอาชนะตนได้แล้ว การทำสงครามกับคนอื่น หรือหมู่คณะอื่น ตลอดถึงประเทศชาติอื่นก็จะไม่เกิดขึ้น
สงครามเกิดขึ้นทั่วมุมโลกอยู่ทุกวันนี้ ก็เกิดจากคนคนเดียว แล้วจึงรุกรานไปถึงหมู่คณะ และประเทศชาติเป็นลำดับ
สงครามทั้งหลายภายนอกที่เกี่ยวเนื่องบุคคลอื่น และสิ่งอื่นเป็นต้น ถึงจะเกิดมีขึ้นก็เป็นบางครั้งบางคราว แต่สงครามภายในตัวของเรานี้ เกิดขึ้นรบกันอยู่ทุกๆ วินาที หากเราเอาชนะมันไม่ได้ จะยังเป็นทุกข์ซ้ำร้ายกว่าการแพ้สงครามภายนอกนั้นเสียอีก
สงครามภายในของเรามันมีมากหลายอย่าง เมื่อสรุปแล้วมีถึง 5 กองพลด้วยกัน คือ กองพลโลภ กองพลโกรธ กองพลหลง กองพลมานะ และกองพลทิฏฐิ
กองพลเหล่านี้ขึ้นอยู่กับทัพกามทัพเดียว
การเอาชนะสงครามภายในไม่ต้องใช้อาวุธ แต่ใช้ปัญญาเป็นอาวุธ ด้วยการพิจารณาให้เห็นโทษ แล้วยอมสละโดยไม่มีอาลัย ...
...พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ได้ทรงพิจารณาเห็นชัดแจ้งด้วยพระปัญญาว่า สงครามดังกล่าวมาแล้วนั้น หากโลกอันนี้มีอยู่ตราบใด การแพ้การชนะย่อมมีอยู่ตราบนั้น นอกจากจะเอาชนะตนเองเท่านั้น จึงได้ตรัสเป็นพุทธพจน์ว่า
เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคาม ชุตฺตโม แปลว่าการชนะคนคนเดียว (คือตน) ได้ ประเสริฐกว่า ดังนี้
สงครามอะไรๆ ก็ตาม ดังอธิบายมาแล้วข้างต้นย่อมเกิดขึ้นจากบุคคลคนเดียวคือ ตัวของเราเอง
หากตัวของเราชนะตัวของเราได้แล้ว สงครามเหล่านั้นย่อมสงบไปเอง
สงครามที่เกิดในตัวของเราแต่ละคนนี้มากเหลือเกิน หากจะพรรณนาก็ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อสรุปแล้วมี 5 กอง ดังที่กล่าวมา คือ โลภ โกรธ หลง มานะ ทิฏฐิ แต่ทั้ง 5 กองพลนี้สังกัดอยู่ในกองทัพกาม เพราะกามภูมิเป็นเสมือนสมรภูมิของนักรบ ผู้จะได้ชัยชนะหรือแพ้ต่อสงครามภายในของตนเองจะต้องลงสู่สมรภูมิทั้งนั้น
เราจะเห็นได้ว่า ผู้ชนะชั้นแรกของสงครามได้ คือ ฌานสมาธิ ต้องละนิวรณ์ 5 ตัวต้น ก็คือกามนี้
สงคราม 5 กองพลนี้ ผู้ที่ได้ชัยชนะแล้ว หรือกำลังต่อสู้กันอยู่ก็ดี หรือพ่ายแพ้ไปแล้วก็ดี เมื่อต้องการทราบวิธีของมัน พึงสังเกตดังนี้
กองพลที่ 1 ความโลภ เมื่อเราหยิบยกสิ่งของอันใดให้เพื่อเป็นทานแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่เห็นคุณประโยชน์อยู่ดีๆ แต่เมื่อจะให้กันจริงจัง มันชักให้พะวงหน้าพะวงหลัง เห็นเป็นของมากไปบ้าง เห็นผู้รับไม่ดีพอคุ้มค่าสิ่งของที่ตนจะให้ไปบ้าง เสียดายเอาไว้ให้คนผู้ที่ตนรักใคร่นับถือ และอะไรต่ออะไรวุ่นไปหมด เมื่อไม่มีปัญญาสามารถที่จะตัดสินใจให้ได้ ก็ต้องยอมแพ้ต่อความขี้โลภขี้เหนียว
แต่ผู้เอาชนะมันได้แล้ว การทำทานเห็นเป็นของสนุก และให้ทานไม่รู้จักอิ่ม มีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก และให้โดยความภูมิใจอย่างคนไม่รู้จักจน...
กองพลที่ 2 ความโกรธ คนเราตกลงได้โกรธแล้ว เข้าตำราว่า “เห็นช้างตัวเท่าหมู” ทุกสิ่งทุกอย่างเห็นสู้ตนไม่ได้ เราต้องเหนือคนอื่นทั้งหมด ผู้ถูกความโกรธเข้าครอบงำแล้ว มีแต่จะขยี้บุคคล หรือแม้แต่วัตถุสิ่งของนั้น ให้แหลกเป็นจุณไปอย่างเดียว เมื่อทำอย่างนั้นไม่สำเร็จตามประสงค์แล้ว จะย้อนมาเล่นงานกับตัวเอง
ความโกรธเป็นเหมือนกับไฟไหม้บ้าน ดับไม่ทัน มิใช่จะเสียหายแต่เฉพาะหลังแรกที่ติดไฟเท่านั้น แต่จะต้องลุกลามไปทำความฉิบหายให้แก่เพื่อนบ้านด้วย
กองพลที่ 3 ความหลง ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก หลงกลับตาลปัตรกันไปหมด เห็นดีเป็นร้าย เห็นร้ายเป็นดี เห็นคุณเป็นโทษ เห็นโทษเป็นคุณ จะเอาอะไรเป็นสาระมิได้ มีแต่สาละวนครุ่นคิด ไม่รู้ว่าทิศเหนือทิศใต้ เหมือนคนหลงทางในป่าลึก มองดูอะไรเห็นของละม้ายคล้ายคลึงกันไปหมด ตกลงนั่งทอดถอนหายใจใหญ่ ซบเซาอยู่แต่คนเดียว
กองพลที่ 4 มานะ คือความถือตัวว่าตนดีตนเก่งกว่าคนอื่น หรือเทียบเท่าคนที่เขาว่าเก่งๆ ที่สุด หรือเก่งกล้าสู้เขาไม่ได้ด้วยเหตุผลที่ประจักษ์อยู่ แต่มานะว่า ตนเก่งด้วยน้ำใจซึ่งคนอื่นสู้ตนไม่ได้
ตกลงว่าไม่ยอมแพ้คนอื่น แพ้ทางกำลังกาย จะต้องเอาชนะด้วยวาทะโต้เถียง แพ้ด้วยวาทะ จะต้องเอาชนะด้วยน้ำใจตกลงไม่ยอมแพ้ใครๆ ทั้งนั้น ยากแท้ คนชนิดนี้ตกอยู่ในสังคมใดแล้วแย่ทุกแห่งๆ
กองพลที่ 5 ทิฏฐิ ได้แก่ความเห็นดิ่งลงไปในทางที่ผิดคิดเอาแต่ความเห็นของตัวเอง ไม่ฟังมติ ไม่ฟังเหตุผลของคนอื่นดื้อรั้นแม้แต่สิ่งนั้นๆ เมื่อทำลงไปแล้ว จะนำมาซึ่งโทษทุกข์ในปัจจุบันก็ไม่ยอมสละ
เข้าทำนองที่ว่า สุนัขจิ้งจอกหางด้วน เพราะไปขโมยไก่เขา ถูกเขาตัดหางแล้วนำมาอวดเพื่อน ผลที่สุดเพื่อนเขารู้ทันถูกเขาเย้ยหยันต้องได้รับความอับอาย
ทั้ง 5 กองพลนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงให้พวกเราต่อสู้ เพื่อเอาชนะมันด้วยกลยุทธ์ต่างๆ กันดังนี้
เอาชนะความโลภด้วยการจำแนกแจกปัน จนให้ชินต่อความเป็นผู้มีใจกว้างขวาง อาจได้ประสบอารมณ์ที่พึงพอใจจากบุคคลที่ได้รับแบ่งปันคนใดคนหนึ่ง ต่อนั้นไปก็จะเห็นคุณประโยชน์ในการทำงาน
หรือจะเอาชนะความโลภขี้เหนียวของคนอื่น ก็ต้องด้วยการสละของส่วนตัวเสียก่อนแล้วเขาจึงจะค่อยคลายความโลภขี้เหนียวลงได้ ความโลภเปรียบเหมือนลมที่เขาอัดเข้าไปในกระบอก หากไม่ระบายออกบ้าง มันอาจเกิดระเบิดขึ้นได้ คือ ความกลุ้มใจ ถึงกับทำอัตวินิบาต ฆ่าตัวตาย
เอาชนะความโกรธ เบื้องต้นได้ด้วยความอดกลั้น ถ้าอดกลั้นไม่อยู่ ต้องเพ่งถึงความดีของบุคคลที่เราโกรธนั้น จนให้เกิดความเมตตาสงสารเขา ผลที่สุดก็จะหายโกรธ
ถ้าเอาชนะความโกรธของคนอื่น ก็ต้องด้วยความไม่โกรธตอบเขาเช่นเดียวกัน แล้วพยายามหาโอกาสทำดีต่อเขา ในเวลาที่เหมาะที่ควร เขาก็จะหายโกรธไปเอง
เอาชนะความหลง ด้วยการตรึกตรองถึงเหตุผล แล้วเข้าศึกษากับผู้รู้ตลอดถึงดูตำรา อันเป็นเครื่องนำทางให้เกิดปัญญาความฉลาด
เอาชนะความหลงของผู้อื่น ก็ทำนองเดียวกัน คือ ชี้เหตุผลข้อเท็จจริง จนเขาเห็นด้วย แล้วก็อย่าใช้ความผลุนผลันพลันแล่นจงใช้ความพยายามทำให้สมกับอัธยาศัยของเขา ผู้ที่เราจะทำให้เขาเข้าใจในเหตุผลนั้น
เอาชนะความมานะด้วยการยอมถ่อมตัว อย่าถือว่าตนเก่งเสมอไป ยอมรับเอาความคิดเห็นของคนอื่น มาไว้คิดค้นพิจารณา เพราะคนเราแต่ละคนมิใช่ดีพร้อมด้วยกันทั้งหมด อาจจะดีไปคนละอย่าง และถูกไปคนละแง่ ทุกๆ คนทำพูด คิดอะไรลงไป ก็เข้าใจด้วยมานะของตนเองว่า สิ่งนั้นดีแล้วถูกแล้วจึงทำ พูด คิด แต่สิ่งนั้นก็ยังไม่ดีไม่ถูกอยู่นั่นเอง ฉะนั้นมานะที่ขาดความรอบคอบจึงใช้ไม่ได้
เอาชนะทิฏฐิ ด้วยการพิจารณาในเหตุผลนั้นๆ เหมือนกันถ้ามิฉะนั้นแล้วความเห็นก็จะดิ่งลงไปรั้นอยู่อย่างนั้น หรือบางทีวิจารณ์ในเหตุผลนั้นๆ เห็นตามเป็นจริงว่าผิดถูกอย่างไรแล้ว ถ้าเป็นสิ่งที่ตนเคยทำมาแล้ว ถึงแม้ผิดไม่ดีก็ไม่ยอมละ เอามานะเข้าไปใช้อีกกองหนึ่งก็มี
แม่ทัพใหญ่คือ กาม เราจะเอาชนะมันได้ต้องใช้ภาวนาปรารภความเสื่อมความดับของอัตภาพสังขารร่างกายอันนี้ ซึ่งเกิดมาจากกามกิเลส ตั้งอยู่แล้วในกามภูมิ ไหลเข้าไปแล้วในกระแสของกามคุณ 5
มีกามคุณ 5 เป็นแม่ทัพบัญชาการให้เกิดโลภ โกรธ หลง มานะ ทิฏฐิ ทำทารุณกรรมย่ำยีมนุษย์และสัตว์ในโลกนี้ไม่เลือกหน้า
เมื่อภาวนาเห็นแจ้งด้วยอำนาจจิตสงบ เข้าถึงฌานสมาธิแล้วมีความเบื่อหน่ายคลายจากกามฉันทะ ก็จะเข้าไปต่อสู้กับแม่ทัพให้อัปราชัยไปในที่สุด
เมื่อสรุปแล้วได้ความว่า การชิงชัยระหว่างกันเรียกว่า สงคราม สงครามมี 2 อย่าง คือ
สงครามภายนอก รบกันเป็นครั้งคราว ถึงแม้ชนะแล้วก็อาจแพ้อีก 1
สงครามภายใน ได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นในตัวของเราต้องรบกันอยู่ตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อชนะแล้วเป็นอิสระไม่เป็นอาณานิคมของใคร
ในพวกเราที่มานั่งพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ ใครได้ชัยชนะแล้วหรือยัง จงพากันตรวจดูตัวของตัวเอง หากยังไม่ได้ชัยชนะเมื่อว่าต้องการอิสระเป็นไทแก่ตัวแล้ว ขอได้ออกสู้สงครามตามตำรายุทธศาสตร์ ที่พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้แล้ว ก็จะสำเร็จตามความปรารถนา
แสดงมา เอวํ ด้วยประการฉะนี้ฯ

Wednesday, February 17, 2010

TEST

Summer, 15 minutes fashion solution แต่งสวยให้ผอมเพรียว, Kiss Me! เรียวปากแดงฉ่ำน่าจุมพิต, Beauty Quiz รู้จักเจ้าแม่บิวตี้ตัวจริง, DIY your money ใช้เงินอย่างไรให้เป็นเศรษฐี, คุณพร้อมไหม? กับความรักในโลกแห่งความจริง, Beauty Before Summer เตรียมรับมือแสงแดดซัมเมอร์นี้

อ้างถึง:

"ปานวาด เหมมณี (เป้ย), อันเดร์ นิลเซ่น"
- นิตยสาร ผู้หญิง ++ แมกกาซีนดีดอทคอม...นิตยสารไทยดีดี มีมากมายที่นี่ ++ Thailand Magazine Portal (ดูบน Google Sidewiki)

Thursday, February 11, 2010

ตำนานรักผาแดง-นางไอ่

 

2gt10na

ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา มูลเหตุที่ทำให้เกิด “ หนองหาน ” ต้นลำนำปาว มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับวรรณคดีพื้นบ้านอีสานเรื่อง ผาแดง – นางไอ่ ตำนานรักอันลึกซึ้งของ หนึ่งหญิง - สองชาย เมื่อฝ่ายหนึ่งพลาดรักและถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ก็กลายเป็นสงครามทำให้บ้านเมืองถล่มทลาย กลายเป็นหนองน้ำใหญ่ และวรรณคดีอีสานเรื่องนี้ก็เป็นปฐมเหตุ บุญบั้งไฟ วัฒนธรรมประเพณีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นชื่อลือชาของชาวอีสานมาแต่บรรพกาล โดยตำนวนรักเรื่องนี้มีอยู่ว่า
“ พระยาขอม” ผู้ครองเมืองเอกชะธีตา มีธิดานางหนึ่งชื่อ “ นางไอ่” ซึ่งจัดเป็นหญิงที่มีรูปร่างงดงามในวัยแตกเนื้อสาว ซึ่งจะหาสาวงามนางใดในสามไตรภพมาเทียบมิได้ ความงดงามของเธอเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแดนไกล เจ้าชายหลายหัวเมืองต่างหมายปองอยากได้มาเป็นคู่ครองกันทุกคน
         ท้าวผาแดง เจ้าชายเมืองผาพง ทราบข่าวเล่าลือถึงสิริโฉมอันงดงามของ นางไอ่ ก็เกิดความหลงไหลใฝ่ฝันในตัวนางเป็นอย่างมาก จึงวางแผนทอดสัมพันธ์ไมตรีด้วยการส่งแก้วแหวนเงินทองและผ้าแพรพรรณเนื้อดีไปฝาก นางไอ่ เมื่อมหาดเล็กนำเอาสิ่งของไปมอบให้ แถมยังได้บอก นางไอ่ ถึงความรูปหล่อ องอาจ ผึ่งผายของ ท้าวผาแดง ให้ฟัง เท่านั้นเองนางก็เกิดความสนใจและฝากเครื่องบรรณาการไปฝาก ท้าวผาแดง เป็นการตอบแทนด้วย
       ก่อนที่มหาดเล็กจะเดินทางกลับ “ นางไอ่” ยังได้ฝากคำเชื้อเชิญ” ท้าวผาแดง” ซึ่งตั้งทัพรออยู่นอกเมืองให้เข้าพบนางที่วังพระยาขอม แน่นอนละ จะเป็นด้วยบุพเพสันนิวาส บวกกับเจ้า “ กามเทพ” ได้แผลงศรรักไปปักอกคนทั้งสองเข้า ก็ทำให้คนคู่นี้รักกันอย่างรุนแรง และได้เสียกัน สุดจะยั้งใจได้ อะไรจะปานนั้นฝ่าย “ ท้าวพังคี ” ลูกชาย พญาศรีสุทโธ พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ก็เป็นอีกตนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันอยากยลสิริโฉมของ นางไอ่ ทั้งนี้เพราะเป็นเวรกรรมในอดีตชาตินั้นบันดาลให้มีอันเป็นไป โดยเรื่องมีอยู่ว่า ท้าวพังคี เมื่อชาติก่อน เป็นชายหนุ่มที่ยากจนและเป็นคนใบ้ เดินทางเที่ยวขอทานไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนมาถึงหน้าบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง และได้เข้าไปอาศัย ช่วยทำงานให้บ้านของเศรษฐีโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทำให้เศรษฐีมีความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก ถึงกับยกลูกสาวสวยนางหนึ่งให้เป็นภรรยา ลูกสาวของเศรษฐีนางนี้คือ นางไอ่ ในชาติปางก่อน “ ท้าวพังคี” ในชาตินั้นเป็นคนไม่เอาไหน แทนที่จะรักภรรยาลูกเศรษฐีกลับไม่สนใจใยดี ไม่ยอมหลับนอนด้วยกันฉันสามี – ภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว ภรรยาก็ไม่ปริปากบอกใครทราบ ปรนนิบัติสามีเยี่ยงภรรยาที่ดี เสมอมา
         อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวพังคี ก็คิดถึงญาติพี่น้องที่บ้านเกิดของตน จึงพาภรรยากลับไปเยี่ยมบ้าน เศรษฐีผู้เป็นบิดาได้จัดแจงให้ลูกสาวหาบเสบียงอาหารตามผัวไป ท้าวพังคี หนุ่มใบ้ก็ไม่เคยช่วยเหลืองนางด้วยการหาบแทนเลย นางทนลำบากหาบของหนักข้ามห้วย และป่าเขา จนกระทั่งเสบียงอาหารหมดลงกลางทาง ท้าวพังคี เห็นมะเดื่อสุกเต็มต้น จึงขึ้นไปเก็บกินแทนข้าว ฝ่าย นางไอ่ ชะเง้อคอแหงนหน้าขึ้นมอง ท้าวพังคี ผัวรักให้โยนลูกมะเดื่อลงไปให้กินบ้าง แต่ ท้าวพังคี กลับไม่ใส่ใจเนื่องจากเป็นคนใจแคบ กินอิ่มคนเดียวแล้วก็ลงจากต้นมะเดื่อเดินหนีไป นางจึงขึ้นเก็บกินเอง เมื่อนางกินอิ่มแล้ว ก็ลงมาแต่ไม่พบ ท้าวพังคี จึงออกเดินตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ นางมีความทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง พอเดินทางถึงต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ นางจึงลงอาบน้ำและดื่มกินจนมีความสดชื่นขึ้นมา จึงตัดสินใจแล้วอธิษฐานว่า“ ชาติหน้าขอให้สามีตายอยู่บนกิ่งไม้ และอย่างได้เป็นสามี – ภรรยากันอีกเลย ” ด้วยแรงอธิษฐานของนาง ชาติต่อมา ” เจ้าใบ้ ” สามีจึงเกิดมาเป็น “ ท้าวพังคี ” ส่วนเธอเองได้เกิดมาเป็น ” นางไอ่ ” และเวรกรรมจะตามสนองคนทั้งสองอย่างไร เอ้า ตามมา
ฝ่าย พระยาขอม เห็นว่า นางไอ่ ธิดาสาวผู้มีเรือนร่าง และใบหน้าอันสิริโฉม หาหญิงใดในหล้ามาเปรียบเทียบมิได้ ปัจจุบันเธอก็โตเต็มสาวแล้ว จึงมีใบฎีกาแจ้งไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ ให้ทำบั้งไฟมาจุดแข่งขันกันที่เมืองเอกชะธีตา หรือเมืองหนองหาน ต้นลำน้ำปาวในปัจจุบัน เพื่อจุดถวายพญาแถนผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้าบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่ง หากบั้งไฟเมืองไหนขึ้นสูงกว่าเพื่อน ก็จะได้ นางไอ่ ธิดาสาวผู้เลอโฉมไปเป็นคู่ครอง
          พระยาขอม ได้กำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนหก เป็นวันงาน ทำให้เจ้าชายเมืองต่าง ๆ ทำบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน มาจุดแข่งขันกันอย่างมากมาย บุญบั้งไฟครั้งนั้นนับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่มโหฬาร พอถึงวันงานผู้คนก็หลั่งไหลมาทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังมีการแข่งขันตีกลอง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า “ เส็งกอง ” กันอย่างครึกครื้น หนุ่ม - สาวต่าง จ่ายผญา เกี้ยวพาราศรีกันอย่างสนุกสนาน ” บุญบั้งไฟ ” ในครั้งนี้ แม้ “ ท้าวผาแดง ” จะไม่ได้รับฎีกาบอกบุญเชิญให้นำเอาบั้งไฟไปร่วมงานด้วยก็ตาม แต่ ” พระยาขอม ” ว่าที่พ่อตา ก็ให้การต้อนรับ ” ท้าวผาแดง ” เป็นอย่างดี ฝ่าย ท้าวพังคี เจ้าชายเมืองบาดาล ก็อยากมาร่วมงานกับมนุษย์ เพราะต้องการยลโฉม นางไอ่ เป็นกำลัง และคิดและวางแผนในใจว่า บุญบั้งไฟครั้งนี้ข้าต้องไปให้ได้ แม้พ่อข้าจะทัดทานอย่างไรก็ตาม จากนั้นก็พาไพร่พลส่วนหนึ่งออกเดินทางขึ้นมาเมืองมนุษย์
ก่อนโผล่ขึ้นเมืองเอกชะธีตาของพระยาขอม ผู้เป็นใหญ่ ท้าวพังคี ก็พาบริวารแปลงร่างเป็นมนุษย์บ้าง สัตว์บ้าง ส่วนท้าวพังคี ได้แปลงร่างเป็น กระรอกเผือก ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า กะฮอกด่อน ได้ออกติดตามลอบชมโฉมนางไอ่ ในขบวนแห่ของ พระยาขอม เจ้าเมือง ไปอย่างหลงไหลในความงามของนาง   การจุดบั้งไฟแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทุกคนใจจดจ่ออยากรู้ว่า บั้งไฟเจ้าชายเมืองไหนชนะและได้ นางไอ่ ไปครอง ซึ่งการจุดบั้งไฟครั้งนั้น ท้าวผาแดง และ พระยาขอม มีเดิมพันกันว่า ถ้าบั้งไฟท้าวผาแดง ชนะบั้งไฟ พระยาขอม แล้ว ก็จะยก นางไอ่ ธิดาสาวให้ไปเป็นคู่ครอง
ผลปรากฎว่า บั้งไฟของ” พระยาขอม” ไม่ขึ้นจากห้าง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า“ ซุ” ส่วนของ ท้าวผาแดง แตก(ระเบิด) คาห้าง คงมีแต่บั้งไฟของ “ พระยาฟ้าแดด” เมืองฟ้าแดดสูงยาง และของ “ พระยาเซียงเหียน” แห่งเมืองเซียงเหียนเท่านั้นที่ขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึง 3 วัน 3 คืน จึงตกลงมา แต่พระยาทั้งสองนั้นเป็นอาของ ” นางไอ่” เป็นอันว่าเธอจึงไม่ตกเป็นคู่ครองของใคร

        เมื่อ บุญบั้งไฟ เสร็จสิ้นลง“ ท้าวผาแดง” และ” ท้าวพังคี” ต่างฝ่ายต่างกลับบ้านเมืองของตน แต่ในที่สุด “ ท้าวพังคี” ก็ทนอยู่บ้านเมืองแห่งตนไม่ได้ เพราะหลงไหลในสิริโฉมอันงดงามของ” นางไอ่” จึงพาบริวารย้อนขึ้นมายังเมืองเอกชะธีตาอีก โดยแปลงร่างเป็น” กระรอกเผือก” อย่างเดิม ส่วนที่คอแขวนกระดิ่งทอง ไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้หน้าต่างห้องนอนของนาง
        เมื่อเสียงกระดิ่งทองดังกังวาลขึ้น “ นางไอ่ ” ได้ยินก็เกิดความสงสัยจึงเปิดหน้าต่างออกไปดูเห็นกระรอกเผือกวิ่งและเต้นไปเกาะกิ่งนั้นกิ่งนี้ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู นางก็เกิดความพอใจอยากได้ขึ้นมาจึงสั่งให้นายพรานฝีมือดีออกติดตามจับกระรอกเผือกให้
ได้ แต่จนแล้วจนรอดนายพรานก็จับไม่ได้ เพราะความว่องไวของกระรอกเผือกตนนั้น นางจึงเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแทนที่และสั่งให้นายพรานจับให้ได้ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย
       นายพรานออกติดตามกระรอกเผือกเริ่มตั้งแต่บ้านพันดอน บ้านน้ำฆ้อง ก็ไม่มีโอกาสจับกระรอกเผือกเสียที จึงไล่ติดตามมาถึงบ้านนาแบก บ้านเหล่าหมากบ้า บ้านเหล่าแชแลหนองแวง บ้านเหล่าใหญ่ บ้านเมืองพรึก บ้านคอนสาย บ้านม่วง ก็จับยังไม่ได้
         ในที่สุดผลกรรมแต่ชาติปางก่อนตามมาทัน เมื่อกระรอกเผือกตัวน้อยหนีนายพรานมาถึงต้นมะเดื่อที่มีผลสุกเต็มต้น เจ้ากระรอกน้อยก็ก้มหน้าก้มตากัดกินลูกมะเดื่อด้วยความหิวโหย นายพรานไล่ตามมาทันก็เกิดความโมโหที่จับเป็นไม่ได้ จึงตัดสินใจจับตาย ด้วยการใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงถูกร่างเจ้ากระรอกเผือกเต็มรักกระรอกเผือกหรือ ” ท้าวพังคี ” รู้ตัวดีว่าต้องตายแน่ ๆ จึงสั่งให้บริวารกลับเมืองบาดาลเพื่อนำเอาความไปเล่าให้บิดาทราบ และก่อนจะสิ้นใจ ” ท้าวพังคี ” ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ โดยร่ายมนต์อธิษฐานว่า “ ขอให้เนื้อของตนมีมากมาย 8,000 เล่มเกวียน มากพอเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมืองอย่างทั่วถึง ”
            เมื่อกระรอกเผือกสิ้นใจตาย นายพรานกับพวก” นักล่า” ฝีมือฉกาจ ก็นำเอาร่างของกระรอกเผือกไปชำแหละเอาเนื้อที่บ้านเชียงแหว เมื่อนายพรานปาดเอาเนื้อแบ่งให้ผู้คนทั้งบ้านใกล้บ้านไกลได้กินกัน ก็ปรากฏว่าเนื้อของกระรอกน้อยก็เพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูน ผู้คนในเมืองต่างพากันกินเนื้อกระรอกอย่างอิ่มหมีพีมัน ยกเว้นผู้คนที่บ้านดอนแม่หม้ายไม่มีผัว หรือ “ บ้านดอนแก้ว” ซึ่งอยู่กลางทุ่งหนองหานเท่านั้นที่พวกพรานไม่ได้แบ่งปันให้กิน     ฝ่ายบริวาร “ ท้าวพังคี ” เมื่อกลับถึงเมืองบาดาล ก็เล่าเหตุการณ์ ” ท้าวพังคี ” ลูกชายถูกนายพรานฆ่าตายให้พญานาคราชผู้เป็นบิดาฟัง บิดาท้าวพังคีก็เกิดความกริ้วโกรธโกรธา สั่งจัดบริวารเป็นริ้วขบวนกำลังยกพลโยธาทัพขึ้นไปอาละวาดเมืองพระยาขอมถล่มทลายให้หายแค้น พร้อมประกาศก้องว่า “ ใครกินเนื้อลูกพังคีของข้าพวกมึงอย่าไว้ชีวิต ”
       พญานาคพาบริวารออกอาละวาดไปทั่วแดนเมืองเอกชะธีตา เสียงดังครืน ๆ ฆ่าผู้คนตายไปอย่างมากมายสุดคณานับ แผ่นดินเมืองพระยาขอมก็ล่มทลายลงเป็นหนองหานต้นลำน้ำปาว ส่วนบ้านดอนแก้ว หรือดอนแม่หม้ายแห่งเดียวที่ผู้คนไม่ได้กินเนื้อท้าวพังคี จึงไม่ได้ล่มทลายลง ดังที่เห็นในปัจจุบัน
     ขณะที่บ้านเมืองกำลังล่มทลายเพราะอิทธิฤทธิพญานาค ” ศรีสุทโธ ” อยู่นั้น “ ท้าวผาแดง ” พระเอกของเรื่องนี้ ก็ขี่ม้า “ บักสาม ” เหยาะย่างมุ่งหน้าไปหา “ นางไอ่ ” ท้าวผาแดงเห็นนาคเต็มไปหมดและได้เล่าเรื่องที่พบเห็นให้นางฟัง นางกลับไม่สนใจแต่ได้ทำอาหารที่มีกลิ่นหอมหวลเป็นพิเศษมาให้ท้าวผาแดงรับประทาน ท้าวผาแดงจึงถามว่า เนื้ออะไรจึงหอมนัก ก็ได้รับคำตอบจากนางว่า “ เนื้อกระรอก ถูกนายพรานยิงตายนำมาให้ ” เท่านั้นเอง ท้าวผาแดงก็ทราบในทันทีว่าเป็นเนื้อของท้าวพังคีลูกชายเจ้าพ่อศรีสุทโธ เจ้าเมืองบาดาลจึงไม่ยอมกินอาหาร ” ต้องห้าม ” ที่นางยกมาให้ พอตกตอนกลางคืนผู้คนกำลังหลับสนิท เหตุการณ์ร้ายก็ได้เกิดขึ้น เสียงครืน ๆ แผ่นดินถล่มดังมาแต่ไกล ท้าวผาแดงก็รู้ในทันทีว่าเป็นการกระทำของพญานาค จึงคว้าร่างนางไอ่ขึ้นหลังม้าบักสามควบหนีออกจากเมืองอย่างสุดฝีเท้า เพื่อให้พ้นภัย
       แต่นางไอ่ได้กินเนื้อกระรอกกับชาวเมืองด้วย แม้ว่าท้าวผาแดงจะควบม้าคู่ชีพไปทางไหน นาคก็ดำดินติดตาม แผ่นดินก็ถล่มทลายไปด้วย ท้าวผาแดงควบม้ามุ่งไปภูพานน้อยต้นลำห้วยสามพาดเพื่อหนีไปยังเมืองผาพง พญานาคก็ติดตามอย่างไม่ลดละและแปลงร่างเป็นขอนไม้ยางขนาดยักษ์ขวางเส้นทางไว้ ม้าบักสามก็กระโดดข้ามอย่างสุดฤทธิ์ สองขาหน้าข้ามขอนไม้ไปได้ แต่สองขาหลังคู้ขึ้นมาไม่ข้าม จึงทำให้ม้าเสียหลักล้มพังพาบลงอวัยวะเพศของม้าไปกระแทกกับภูพานน้อย เป็นร่องลึกลงไปและกลายเป็นต้นลำห้วยสามพาดมาตั้งแต่บัดนั้น
          ในที่สุดนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดตกลงจากหลังม้า และจมลงในน้ำตายไปต่อหน้าท้าวผาแดง ด้วยเหตุสุดวิสัยที่จะช่วยนางเอาไว้ได้ เมื่อท้าวผาแดงกลับถึงเมืองผาพง ก็คิดถึงนางไอ่ เมียรักข้าวปลาไม่กิน ร่างกายผ่ายผอม เกิดล้มป่วยลงและตรอมใจตายตามนางไปในที่สุด
           เมื่อท้าวผาแดงตายเป็นผี ก็ยังมีความอาฆาตเคียดแค้นพญานาคอยู่ไม่วาย พอได้โอกาสเหมาะ ผีผาแดง ก็เตรียมไพร่พลเดินทัพผีไปรบกับพวกพญานาคให้หายแค้น บริวารผีท้าวผาแดงมีเป็นแสน ๆ เดินเท้าเสียงดังอึกทึกปานแผ่นดินจะถล่ม เข้ารายล้อมเมืองพญานาคเอาไว้ทุกด้าน ต่างฝ่ายต่างใช้อิทธิฤทธิ์รบกันนานถึง 7 วัน 7 คืน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ฝ่ายเจ้าพ่อศรีสุทโธ เจ้าเมืองบาดาลซึ่งแก่ชราภาพมากแล้ว ก็ไม่อยากก่อกรรมก่อเวร เพราะต้องการไปเกิดในแผ่นดินพระศรีอาริยเมตตรัยอีก จึงไปหาท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นใหญ่ให้มาตัดสินความ
     ท้าวเวสสุวัณ จึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาโดยให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบ ท้าวเวสสุวัณจึงบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลของ ” บุพกรรม ” หรือกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนที่ตามมาในชาตินี้ และทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลกล้ำกึ่งกัน จึงให้ทั้งสองเลิกลาไม่ต้องเข่นฆ่ากันอีก ขอให้มีเมตตาต่อกัน และให้ทั้งสองฝ่ายรักษาศีลห้า ปฏิบัติธรรม และให้มีขันติธรรม ต่อไป ท้าวผาแดง และพญานาคได้ฟังคำสั่งสอนของท้าวเวสสุวัณก็กลับมีสติ เข้าใจในเหตุและผลต่างฝ่ายต่างอนุโมทนา สาธุการ เหตุการณ์ร้ายจึงยุติลงด้วยความเข้าใจ มีการให้อภัยกันในที่สุด

ตำนานรักพื้นบ้าน

ตำนานรักพื้นบ้าน ” อุสา – บารส” นับเป็นตำนานที่มีความยิ่งใหญ่ทางด้านวรรณกรรมของภาคอีสาน เรื่องหนึ่ง แม้คนทั่วไปจะคิดว่า เป็นนิทานหรือตำนานรักที่แต่งขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง สืบทอดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยก็ตาม จึงนับเป็นวรรณกรรมอันอมตะ ที่เล่าสู่กันฟังแล้วไม่เบื่อ สร้างความบันเทิง สนุกสนาน แต่ก็เป็นวรรณกรรมที่แฝงด้วยธรรมะอันว่าด้วย “ กฏแห่งกรรม” มาสอน” คนบาป” ได้สำนึกตน ตำนานรักพื้นบ้าน “ อุสา – บารส” อันอมตะของอีสาน เคยจัดแสดงที่” เขาพนมรุ้ง” จังหวัดบุรีรัมย์ มาแล้ว

         ในชาติปางก่อน “ นางอุสา” เป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ต่อมาเธอไปทำผิดกฎแห่งสวรรค์ จึงถูก “ พระอินทราธิราช” ผู้เป็นใหญ่ปรับโทษให้ลงมาใช้กรรมที่ก่อไว้ในเมืองมนุษย์ เธอจึงได้จุติในดอกบัวกลางสระน้ำใกล้กับอาศรมฤาษีจันทา

         เมื่อฤาษีจันทา เดินไปสระน้ำเห็นนางอยู่ในดอกบัวเช่นนั้น จึงนำขึ้นจากสระน้ำมาเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ต่อมาวันหนึ่ง เจ้าเมืองพานและมเหสีทราบเรื่องจึงขึ้นไปดูเห็นเป็นเรื่องจริง มีความอยากได้ไปเลี้ยงเป็นบุตร เพราะเจ้าเมืองพานและมเหสี เป็นหมันไม่มีลูก จึงขอเธอจากฤาษีจันทาเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งฤาษีจันทาก็ยินดียกนางให้

เมื่อ เจ้าเมืองพาน และมเหสี ได้ “ นางอุสา” มาเป็นธิดา ก็รู้สึกหวงแหนมาก กอปร์ทั้ง “ นางอุสา” ก็มีเรือนร่าง หน้าตา สวยงาม จะหาหญิงใดในแหล่งหล้ามาเปรียบมิได้ ต่อมาเมื่อนางแตกเนื้อสาว เจ้าเมืองพาน จึงได้นำไปฝากฤาษีจันทา “ ตาไฟ” ไว้ เพื่อให้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาไว้เพื่อป้องกันตัว โดยเจ้าเมืองพาน ได้สร้างหอสูงไว้ให้นางอุสาอยู่อาศัย เป็นการป้องกันภัยจากสิงสารา สัตว์

         จากวัยเด็กสู่วัยสาว “ นางอุสา” คนงามไม่เคยพบผู้คนโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ เลยสักครั้ง จึงเกิดความเหงา ว้าเหว่ วันหนึ่งนางจึงไปเก็บดอกไม้มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์ฟ้า และเขียนความในใจลงไปในมาลัยดอกไม้ในกระทงลอยน้ำออกมา พร้อมทั้งอธิษฐานว่า “ ขอให้กระทงน้อยใบนี้ล่องลอยไปพบชายหนุ่มเนื้อคู่ของข้าด้วยเถิด” แล้วปล่อยกระทงน้อยล่องลอยจากหน้าหอนางไปตามลำธาร ออกสู่แม่น้ำโขงเขตเมืองปะโค หนองคาย ในเวลาต่อมา

         ขณะนั้น “ ท้าวบารส” ลูกชายเจ้าเมืองปะโค ได้ออกไปที่ท่าน้ำ ก็พบกระทงเสี่ยงทายของนางอุสาที่ล่องลอยน้ำอยู่ จึงคว้ามาเห็นข้อความจึงอ่านดู และรู้ความในใจของนางที่กลีบดอกไม้มาลัยในกระทงใบนั้น ท้าวบารส จึงขี่ม้าออกเสาะหาเจ้าของ” สารเสี่ยงรัก” ขึ้นไปตามลำธาร จนถึงหอนางอุสา ก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี

         ทันใดนั้นก็มีเสียงเพลงพื้นเมืองล่องลอยมาจากหอนาง ท่ามกลางความเงียบสงัด ท้าวบารส จึงผูกม้าไว้ที่เพิงหิน ( คอกม้าท้าวบารส) แล้วเดินตามหา” เสียงนาง” ไปจนถึงหอนาง ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้ตกลงปลงใจได้เสียซึ่งกันและและได้เป็น” คู่ครอง” ตั้งแต่บัดนั้น

         ต่อมา พระยากงพาน ทราบเรื่องก็แค้นใจและหาทางกำจัดท้าวบารสลูกเขย โดยออกอุบายท้าทาย สร้างวัดแข่งกัน มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ให้สร้างเสร็จในเวลาครึ่งคืน เริ่มตั้งแต่ตะวันตกดินจนกว่าดาวฤกษ์หรือดาวประจำเมืองจะขึ้น ใครสร้างเสร็จไม่ทันก็ถือว่าแพ้พนัน ต้องถูกตัดหัว

        ท้าวบารส ลูกเขยรับคำท้า พ่อตา ทั้งที่มีบริวารและแรงงานน้อย แต่ท้าวบารส กลับมีอุบายดีกว่า พอสร้างไปได้นานโขแต่ยังไม่ทันครึ่งคืน ท้าวบารส จึงสั่งให้บริวารนำเอาคบไฟไปจุดบนยอดเขาก่อนที่ดาวฤกษ์จะขึ้น พระยากงพาน เห็นดวงไฟก็เข้าใจว่าดาวประจำเมืองขึ้นแล้วจริง ๆ จึงหยุดสร้างวัด แต่ฝ่ายท้าวบารส กลับสร้างต่อจนเสร็จ

         เป็นอันว่า ลูกเขยเอาชนะพ่อตาได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เจ้าเมืองพาน พ่อตา เสียรู้ ท้าวบารส ลูกเขย และเสียหัวไปในที่สุด ซึ่งบริเวณแห่งนั้นมีสีแดงกระจายไปตามโขดหิน ให้ผู้คนทั้งหลายเข้าใจว่า เมื่อ พระยากงพาน ถูก ท้าวบารส ตัดหัว เลือดก็พุ่งเป็นไฟพะเนียงกระจายเต็มไปทั่วบริเวณแห่งนั้น นางอุสา รู้สึกเสียใจเพราะสามีฆ่าพ่อของนางแต่ก็พูดอะไรไม่ได้

         ท้าวบารส จึงพานางอุสา เดินทางกลับบ้านเมืองปะโค และด้วยความงดงามของนาง จึงทำให้มเหสีและนางสนมของท้าวบารส อิจฉาริษยา ได้ร่วมกันวางแผนกำจัดนางอุสา โดยจ้างให้ “ โหรหลวง” ทำนายทายทักว่า ท้าวบารสกำลังมีเคราะห์ร้าย ต้องให้ออกเดินป่าเพื่อสะเดาะเคราะห์จึงจะหาย ท้าวบารส หลงเชื่อ จำใจต้องออกเดินป่าตามแผนที่มเหสีและนางสนมวางเอาไว้

         ในระหว่างที่ ท้าวบารสออกเดินป่าแก้เคล็ดอยู่นั้น บรรดานางสนมก็ใช้กิริยา วาจา เยาะเย้ย หยามหยัน กลั่นแกล้งนางอุสา ไปต่าง ๆ นานา จนกระทั่งนางอุสา เกิดตรอมใจ มีอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ในที่สุด นางอุสา ก็ตัดสินใจกลับบ้านไปอยู่หอนาง ตามเดิม เมื่อท้าวบารส กลับมาทราบเรื่องรีบจึงติดตามนางอุสาไปจนถึงหอนาง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่นางอุสาป่วยหนัก ท้าวบารส ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วนางอุสาก็สิ้นใจตายในอ้อมกอดของท้าวบารสอย่างสงบ ท้าวบารส เสียใจมาก ไม่เป็นอันกินอันนอน เดินไปมาคล้ายคนบ้าคลั่ง และก็ตรอมใจตายตามนางอุสาไปในเวลาอันไล่เรี่ยกัน

         พระพุทธองค์จึงเสด็จไปยังถ้ำหนองบัวบานและพบกับนาคดุร้ายนามว่า ” พญากุทโธปาปนาค ” ตอนแรกนาคเกเรตนนี้ได้แสดงฤทธิเดชเพื่อทำร้าย แต่พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาโปรด จึงไม่สามารถเข้าทำร้ายได้ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมประทานแก่ “ กุทโธปาปนาค ” จนเกิดความเลื่อมใสและยอมถวายตนเป็นศิษย์และยึดพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง

         ผู้เขียนมีความชื่นชมต่อการแต่งตำนานรักพื้นบ้าน ” อุสา – บารส” เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวรรณกรรม ชั้นเยี่ยม ที่ผู้แต่งสามารถ” ผูกเรื่อง” และ” จัดฉาก” ให้เขากับสถานที่ ซึ่งเป็นโลเกชั่นที่เหมาะสมกับชื่อในตำนาน และยังเป็นหลักฐานได้อย่างเหมาะเจาะสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน อีกด้วย.

Wednesday, February 10, 2010

พญานาคราชผู้พิทักษ์พระธาตุพนม

 

เรื่องพญานาคราชเข้าประทับทรงนี้เกิดขึ้นในยุคที่พระเดชพระคุณท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร  (แก้ว  กนฺโตภาโส  ป.ธ. ๖ ,  น.ธ.เอก ) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (พ.ศ.๒๔๘๐-๒๔๕๓ ) พระเดชพระคุณองค์นี้ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไปมักเรียกท่านว่า “ท่านพ่อ” ซึ่งเป็นคำยกย่องของศิษยานุศิษย์และประชาชนบ้านได้ถวายนามนี้ให้กับท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร ท่านเกิดเมื่อปี  ๒๔๕๐ บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร  เมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๗๑  มีนามเดิมว่าแก้ว  อุทุมมาลา  มีชาติภูมิใกล้ๆ  กับพระธาตุพนมนี้เองศึกษาทางธรรมได้เปรียญ ๖ ประโยค  ได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านเป็นผู้มีความรู้ และชอบค้นคว้าวิชาโบราณคดี  ประวัติศาสตร์จนได้รับขนานนามว่า  นักปราชญ์แห่งลุ่มน้ำโขง ท่านได้ทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมารมหาวิหารและให้เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย  ในปี  พ.ศ. ๒๔๙๙  ท่านได้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและได้ส่งพระภิกษุ  สามเณรและแม่ชีไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากหลายสำนัก  ได้ฝึกพระภิกษุสามเณรในวัดอยู่เสมอ ๆ

ในเรื่องการนั่งประทับทรงเกี่ยวกับพญานาคนี้  ท่านพ่อเคยกล่าวว่า “ฉันเป็นคนชอบค้นคว้า  และพิสูจน์เรื่องลึกลับต่าง ๆ อยู่เสมอ  ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่เรื่องพญานาคทั้งเจ็ดองค์เข้าทรงที่วัดนี้นะ เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากอยู่ทีเดียว  ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น  เป็นเรื่องของส่วนบุคคล”  สำหรับเรื่องพญานาคนี้  เกิดขึ้นภายหลังจากที่ท่านพ่อฯ ได้ตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นได้  ๑  ปี  เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณตี ๒ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕  ค่ำ พ.ศ.  ๒๕๐๐  คืนนั้นฝนตกหนักครึ่งชั่วโมง  แล้วตกพรำ ๆ มาอีกกว่า  ๒๐  นาที  ขณะที่ฝนตกฟ้าร้องดังสนั่นแผ่นดินสะเทือน  นายไกฮวด  ชาวธาตุพนมได้ออกมารองน้ำฝนที่หน้าร้านของตน  เห็นแสงประหลาดเป็นลำงามโตเท่าลำต้นตาลขนาดใหญ่มีสีต่าง ๆ กันถึงเจ็ดสี  พุ่งแหวกอากาศแข่งกันเป็นลำยาวหลายเส้น  จากทางด้านทิศเหนือ  มองเห็นได้แต่ไกล  จึงได้ร้องเอะอะเรียกภรรยามาดูแสงสีงามประหลาด  หน้าสะพรึงกลัวขนหัวลุกนั่น  พอมาถึงหน้าซุ้มประตูแสงนั้นก็หายเข้าไปในองค์พระธาตุพนม  โดยที่ไม่ได้ตาฝาดไปเอง  ต่อมาอีกสองวัน  คือวันขึ้น  ๗ ค่ำ เดือนเดียวกัน  ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร  ได้ให้สามเณรทรัพย์  นั่งทางในตรวจดูเหตุการณ์ว่า  แสงประหลาดเจ็ดสีเท่าลำต้นตาล  ที่นายไกฮวดเห็นเข้ามาในวัดนี้มีความจริงเท็จแค่ไหน  สามเณรทรัพย์เจ้าฌานสมาธิอยู่คู่หนึ่ง  ก็เข้าไปพบพญานาคราชทั้งเจ็ดเรียงกันเป็นแถวอยู่บริเวณลานพระธาตุพนม  ลำตัวโตใหญ่เท่าลำต้นตาล  มีหงอนแดงน่าสะพรึงกลัวสยองพองหัวเหลือที่จะกล่าว  สามเณรทรัพย์ยืนงงงันอยู่ด้วยความประหลาดใจ  พลันประเดี๋ยวเดียวพญานาคทั้ง ๗  ได้กลับกลายเป็นมาณพ  ๗  ชาย  ทรงเครื่องขาวเรียงกันเป็นแถวอยู่ที่เดิม  จะว่าก้มมิใช่  ยืนก็มิใช่  อากัปกิริยาอยู่ระหว่างยืนกับก้ม  สามเณรทรัพย์สนเท่ห์ใจงงจนพูดอะไรไม่ออก  ทันใดมาณพผู้เป็นหัวหน้าได้ร้องถามว่า  พ่อเณรมีธุระอะไร  อย่ากลัวจงบอกมา  สามเณรยืนงงอยู่มิได้ตอบว่ากะไร  ตั้งใจจะกลับกุฏิ  พญานาคผู้เป็นหัวหน้าได้พูดขึ้นอีกว่า  “พ่อเณรจะกลับแล้วหรือยัง  ขอไปด้วย  จะไปสนทนากับท่านเจ้าคุณ” พอขาดคำก็เข้าประทับร่างสามเณรทรัพย์  ทันทีด้วยจิตอำนาจที่เหนือกว่า  สามเณรทรัพย์พลันหมดความรู้สึกวูบไปทันที  สักครู่ก็หันมายกมือไหว้  ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร  พร้อมกับพูดว่า  “สวัสดีท่านเจ้าคุณ  หม่อมฉันมาสองคืนแล้วมิรู้หรือ” ท่านพ่อฯ รู้สึกแปลกใจและสงสัยจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร ?  มาจากไหน ?  เสียงประทับทรงตอบว่า “พวกหม่อมฉันเป็นพญานาคราช  มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย  มีนามตามลำดับเป็นมงคลตามอริยทรัพย์อันประเสริฐ  คือ  ๑.  พญาสัทโทนาคราชเจ้า  เป็นประธาน  ๒. พญาศีลวุฒินาโค ๓.  พญาหิริวุฒนาดโค  ๔. พญาโอตตัปปะวุฒนาโค  ๕. พญาสัจจะวุฒินาโค  ๖. พญาจาคะวุฒนาโค  ๗. พญาปัญญาเตชะวุฒนาโค

หม่อมฉันทั้งเจ็ดได้รับบัญชาจากพระอินทราธิราชเจ้าให้มารักษาพระอุรังคธาตุ พวกเทพยดาที่รักษาองค์พระธาตุอยู่ก่อนนิสัยไม่ดีอาศัยกินสินบนและเครื่องเซ่นสรวงของชาวบ้าน พวกหม่อมฉันไม่ต้องการอามิสสินจ้างรางวัลของเซ่นสรวงใดๆ ทั้งนั้นขอแต่น้ำบูชาถวายเดียวก็พอใจแล้วจะอยู่รักษาองค์พระธาตุไปจนกว่าจะหมดสิ้นศาสนาพระสมณโคดม”

                ท่านพ่อฯ ได้ซักถามเรื่องราวต่าง ๆ อีกหลายประการ  แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อแต่อย่างใด  ต่อมาพญานาคก็เข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เรื่อย ๆ เป็นต้นว่า  แสดงธรรมสั่งสอนเมื่อทางวัดมีเรื่องเดือดร้อนก็บอกได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ  และแนะแนวทางแก้ไข  ท่านพ่อฯ เริ่มเอาใจใส่อยากจะพิสูจน์หเห็นแจ้งจึงได้ให้พระวิปัสสนาธุระในวัดนั่งทางในตรวจสอบด้วย “ตาญาณ” ในขณะที่พญานาคเข้าประทับทรงร่างของสามเณรทรัพย์  ครั้นแล้วก็ได้พบมาณพรูปงามแต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายเจ้าฟ้ามหากษัตรย์จำนวน  ๗  องค์  ปรากฏร่างทิพย์  มีรัศมีกายสีสันสวยงามต่าง ๆ กันเช่น  สีน้ำเงิน  สีเขียวนิล  สีเขียวอ่อน  สีเหลือง  สีชมพู  สีแสด  และสีขาว  องค์ที่กำลังเข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เป็นสง่าหาได้แทรกซ้อนอยู่ในร่างคนทรงแต่อย่างใดไม่

                พระวิปัสสนาผู้มีตาฌาณ  หรือทิพยจักษุรู้สึกประหลาดใจ  ได้ไต่ถามทักทายทางในโดยไม่ผ่านทางร่างของสามเณรทรัพย์ “ท่านทั้งเจ็ดองค์เป็นใคร ? มาจากไหน ? มีนามว่าอะไร ?

                ร่างทิพย์ที่มีกายสีน้ำเงินตอบไพเราะเปี่ยมเมตตาว่า  “หม่อมฉันมีนามว่าพญาสัทโทนาคราชเจ้า  เป็นหัวหน้า  หรือประธานหมู่คณะ  องค์ถัดไปที่มีสีเขียวนิลคือพญาศีลวุฒินาโค  องค์สีเขียวอ่อนคือพญาหิริวุฒินาโค  องค์สีเหลืองคือพญาโอตตัปปะวุฒินาโค  องค์สีชมพูคือพญาพาหุสัจจะวุฒินาโค  องค์สีแสดคือพญาจาคะวุฒินาโค  องค์สีขาวคือพญาปัญญาเตชะวุฒินาโค  มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย  พระอินทราธิราชเจ้าบนสวรรค์ทรงมีบัญชาให้มาเฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมด้วยว่าพวกเทพยดาที่เคยรักษาที่นี่อยู่ก่อนมีนิสัยไม่ดี  อาศัยแต่อามิสของชาวบ้าน  เครื่องเซ่นสรวง  หมูเห็ดเป็ดไก่  เหล้ายาปลาปิ้ง  เป็นที่อับอายขายหน้าแก่คนต่างศาสนา  ทำให้พระพุทธศาสนาหมอง  หม่อมฉันจึงได้  ขับไล่พวกเทพยดาชั่วช้าเหล่านั้นให้หนีไปแล้วเข้ารักษาองค์พระธาตุพนม”

                พระวิปัสสนาธุระผู้มีทิพยจักษุพอใจในคำตอบมากจึงออกจากฌาณสมาธิ  แล้วคลานเข้ามากระซิบที่หูท่านพ่อฯ แล้วบอกว่าลองสอบถามสามเณรทรัพย์ดัง ๆ เพื่อให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ในหมู่ผู้เข้าสังเกตการณ์ในวันนั้นจำนวนมากว่า  “ท่านเป็นใคร? ” มาจากไหน ? มีนามว่าอะไร ?”

                ปรากฏว่าสามเณรทรัพย์ที่ถูกประทับทรงตอบได้ถูกต้องตรงกันกับที่พระวิปัสสนาจารย์ได้ไต่ถามทางตาในหรือทิพยจักษุ ทุกประการ  เป็นที่น่าพอใจของท่านพ่อฯ มาก  และเริ่มจะเชื่อมาบ้างแล้ว  จึงได้สอบถามต่อไปอีกว่า 

“ พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้ามาปรากฏในที่นี้เหตุไฉนจึงแปลงร่างเป็นเทพบุตรมา  จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเป็นพญานาคราชจริง”

                ร่างสามเณรที่ประทับทรงหัวเราะน้อย ๆ ก่อนตอบอย่างไพเราะว่า

“ ที่ไม่ปรากฏกายเป็นพญานาคมาก็เปรียบเสมือนคนเราได้เห็นผ้าขาดย่อมจะไม่สวยงามตา  อันว่าสภาพร่างกายของพญานาคนั้น  ย่อมจะเป็นที่น่าสะพรึงกลัวไม่งามตาสำหรับมนุษย์มิใช่หรือท่านเจ้าคุณ”  ท่านพ่อฯ พอใจในคำตอบอันคมคายนี้  แล้วได้ถามต่อไปว่า

“ พระองค์เฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมนี้  เฝ้าอย่างไร?”

                พญานาคราชตอบว่า

“หม่อมฉันพญาสัทโทนาคราชเจ้า  รักษาองค์พระธาตุพนมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  พญาศีลวุฒินาโคและพญาหิริวุฒินาโค  รักษาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  พญาโอตตัปปะวุฒินาโคและพญาพาหุสัจจะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้  พญาจาคะวุฒินาโคและพญาปัญญาเตชะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ”

            “พระองค์ทรงอยู่กินหลับนอนอย่างไร”  ท่านพ่อถามต่ออีก

“พวกหม่อมฉันมีทิพยวิมานอยู่ใต้องค์พระธาตุนี้เอง  จะเรียกว่าอยู่ใต้บาดาลก็ได้เป็นทิพยวิมานที่สวยงามมาก  มีสระน้ำ  มีสวนดอกไม้  มีภูเขาเงิน  ภูเขาทอง  ว่าง ๆ นิมนต์ท่านเจ้าคุณลงไปชะมดูก็ได้  ผู้ใกสมาธิทางสมถวิปัสสนาได้สมาธิแก่กล้าดับพละได้แม้เพียงห้านาทีก็สามารถจะเห็นพวกหม่อมฉันได้ทางฌาณ  ท่านเจ้าคุณก็ดับพละได้มิใช่หรือ ?” ร่างทรงสามเณรตอบ

                ท่านพ่อ  ถามต่อไปอีกว่า

“ พระองค์จะให้หม่อมฉันเข้าใจว่า  ที่พระธาตุพนมนี้เป็นสวรรค์ชั้นฟ้าชั้นจาตุมหาราชิกากระนั้นหรือ”

“ถูกต้องแล้ว  เมื่อสร้างองค์พระธาตุพนมเสร็จพญาทั้ง ๕ นครผู้สร้างได้กลับบ้านกลับเมืองและพระมหากัสสปะเถระเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งห้าร้อยองค์  ได้เสด็จกลับชมพูทวีปด้วยอธิษฐานจิตวิญญาณแล้ว  พระอินทราธิราชเจ้า  ได้ทรงแต่งตั้งให้เทวดามีชื่อเป็นหัวหน้าพากันอยู่ปกปักรักษาองค์พระธาตุพนมพร้อมบริวารจำนวนสี่พันหกพระองค์  และมเหศักดิ์หลักเมืองอีกสามพระองค์  เมื่อที่ไหนมีเทพยดามาสิงสถิตอยู่  ที่นั่นจะต้องมีสวรรค์วิมานสำหรับให้เทพยดาอยู่เป็นธรรมดา  เมื่อพวกหม่อมฉันมาถึงที่นี่เพื่อรับหน้าที่แทน  ได้ขับเทพยาดาเหล่านั้นไปหมดแล้ว  สภาวะทิพย์หรือประสาทวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าของพวกเทพยดาก็สลายไปโดยอัตโนมัติ คือ  ว่าสภาวะทิพย์ของเทพยดาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นด้วยบุพฤทธิ์  ไม่ใช่มีขึ้นอยู่ก่อนแล้ว  อย่างพวกหม่อมฉันนี้  พอมาถึงที่นี่สภาวะทิพย์ด้วยบุพฤทธิ์ก็เนรมิตทิพย์วิมานใต้บาดาลอยู่ภายใต้องค์พระธาตุพนมให้เลยทีเดียว”

                พญาสัทโทนาคราชเจ้า  ทรงให้อรรถาธิบายผ่านร่างทรง ท่านพ่อฯ พอใจมากจึงถามต่อไปอีกว่า

“ พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้าอยู่ในบาดาลหรือใต้ดินนี้หายใจได้อย่างไร?”

“ทารกในครรภ์มารดาหายใจได้  ตัวด้วงในไม้หายใจได้  ไส้เดือนในดินหายใจได้อย่างไร  หม่อมฉันก็หายใจได้อย่างนั้นดุจเดียวกัน” ร่างทรงตอบ  ท่านพ่อถามต่อไปว่า “สามเณรทรัพย์ผู้นี้มีศีลบริสุทธิ์ มีฌาณสมาธิแก่กล้า  ขณะเข้าฌานตรวจสอบในวันแรก  ได้พบพระองค์ที่ลานพระธาตุนั้น  เหตุไฉนพระองค์จึงเข้าประทับทรงร่างสามเณรผู้กำลังอยู่ในฌาณได้  หม่อมฉันสงสัย”

“ผู้มีฌานแก่กล้า  มีศีลบริสุทธิ์อย่างสามเณรน้อยรูปนี้  วิญญาณผีปิศาจเข้าสิงเข้าทรงไม่ได้หรอก  แต่สำหรับวิญญาณชั้นสูงคือ เทพพรหมแล้วละก็  สามารถจะเข้าประทับทรงได้ด้วยสาเหตุสองประการ คือ  หนึ่งเข้าเพราะมีกรรมเก่าพัวพันมาก่อนในอดีตชาติ  สองเข้าเพื่อเจตนาจะมาสร้างกุศลผลบุญ  ทำความดีไว้ในโลกมนุษย์  หม่อมฉันเข้าประทับทรงสามเณรน้อยรูปนี้ก็ด้วยเหตุประการหลัง  คือ  ต้องการติดต่อกับท่านเจ้าคุณ  เพื่อแจ้งประสงค์ให้ทราบว่า  พวกหม่อมฉันทั้ง ๗ นี้  นอกจากจะมีหน้าที่รักษาองค์พระธาตุพนมแล้ว  ยังมีจิตเมตตาใคร่ที่จะช่วยบำบัดทุกข์ทั้งกายและทางใจให้แก่มนุษย์ทุกเพศทุกวัยไม่เลือกชาติไม่เลือกศาสนา” ร่างทรงกล่าว

            “ พระองค์จะให้หม่อมฉันช่วยอะไรบ้าง”  ทนพ่อฯ  ถาม

“ท่านเจ้าคุณจะต้องเป็นประธานในการประทับทรงทุกครั้งไป  ผู้ที่จะเป็นร่างทรงคือสามเณรหรือแม่ชีผู้มีศีลบริสุทธิ์เท่านั้น  ฆราวาสไม่เอา  ประชาชนที่จะมาบำบัดทุกข์ทั้งกายและใจนี้จะต้องทำบัญชีรายชื่อไว้เป็นหลักฐาน  เหมือนทะเบียนประวัติคนไข้ตามโรงพยาบาล  แล้วจากนั้นนำคนมีทุกข์ที่ได้ลงชื่อเสียงเรียงนามแล้วมาให้หม่อมฉันตรวจสอบอาการดูว่า  เขาเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรกันแน่  ถ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางกาย  ก็จะได้สั่งยาให้กินเช่นยาไทย  ยาจิต  ยาฝรั่ง  หรือสมุนไพรที่มีอยู่ตามเรือกสวนไร่นา  แต่ถ้าเป็นประเภทโรคจิตฟั่นเฟือน  มึนซึมกระทือ  เป็นบ้าใบ้  เสียจริต  มึนงงหลงใหล  หวาดกลัวร้องไห้  หัวเราะ  ใจคอหงุดหงิด  จิตไม่เที่ยง  ฝันร้ายนอนสะดุ้งคิดมาก  ปวดหัวมัวตานาน ๆ ต้องคุณผี  คุณคนทำ  ผีเข้าเจ้าสิง  เป็นโรคลมต่าง ๆ ไข้หนาว ๆ ร้อน ๆ เจ็บท้อง  เจ็บหน้าอก  ง่อยเปลี้ยเสียขา  ตามืดบอด  ปวดหลังปวดเอว  สัตว์พิษกัดต่อย  อะไรเหล่านี้  จะต้องรักษากันด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และจิตอำนาจเทวฤทธิ์” พญานาคราช  กล่าว

“สาธุ  เป็นพระมหากรุณาของพระองค์ยิ่งล้นพ้นที่ทรงมีจิตคิดเมตตาต่อมนุษย์ผู้มีทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้  หม่อมฉันพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติตามประสงค์ทุกประการ”

                ท่านพ่อฯ กล่าวด้วยบังเกิดความเชื่อมั่นแน่แล้วว่าวิญญาณที่ประทับทรงร่างสามเณรทรัพย์นี้  คือ  พญานาคราชเจ้าผู้มีอิทธิฤทธิ์บารมีในทางสัมมาทิฎฐิ  เป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์  รับบัญชาการจากพระอินทราธิราช

“พระองค์ต้องการจะให้มีเครื่องเซ่นสรวงบูชาอะไรบ้างหรือเปล่า”

“เครื่องเซ่นสรวงบูชาไม่เอา  ขายหน้าชาวต่างชาติต่างศาสนาเขา  ทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง  หม่อมฉันขอน้ำเปล่าสักถ้วยหนึ่งก็พอแล้ว  ด้วยว่าน้ำนี้เป็นสภาวะของพวกนาคราช  คือ  ต้องอาศัยน้ำเป็นสื่อปัจจัยถ้าใครผู้ใดมีจิตรำลึกถึงต้องการจะติดต่อด้วยกับหม่อมฉันก็ขอให้ตั้งถ้วยน้ำขึ้น  แล้วลอยด้วยดอกมะลิหอม  จุดธูปเจ็ดดอก  กล่าวอัญเชิญก็จะสามารถส่งกระแสจิตติดต่อกันได้ทันที” พญาสัทโทนาคราชเจ้ากล่าว

                นี้คือค้นเหตุความเป็นมาแรกเริ่มเดิมที่จะจัดให้มีการประทับร่างทรงพญานาคทั้ง ๗ องค์ขึ้นที่วัดพระธาตุพนม  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.  ๒๕๐๐  เป็นต้นมา  ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร  ได้กล่าวอยู่เสมอว่า  พระมหาเจดีย์พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์  เก่าแก่อายุกว่า ๒๕๐๐ ปี  องค์นี้เป็นที่รวมชีวิตจิตใจของชาวภาคอีสานและพี่น้องฝั่งลาวทั่วประเทศ  เวลามีงานเทศกาลประจำปีจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงมานมัสการเป็นแสน ๆ มีจำนวนไม่น้อยที่มาขอน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคทั้ง ๗ ไปกิน  ไปทารักษาโรคภัยไข้เจ็บจนหายเป็นปกติดีเป็นที่เรื่องลือในเรื่องความมหัศจรรย์ บ้างก็มาขอหยูกยา  บ้างก็มาขออาบน้ำมนต์  บ้างก็มาขอบูชาพระเครื่องที่พญานาคทั้ง ๗ ปลุกเสก

“ให้เอาน้ำใสสะอาดใส่  เอาผ้าขาวสะอาดหุ้มปากให้แน่นแล้วยกเข้าไปตั้งไว้ติดโคนฐานองค์พระธาตุพนมภายในกำแพงแก้ว  เก็บไว้ในที่นั้นอย่างน้อยหนึ่งคืน  เพื่อให้ท่านเสกคาถาเทวฤทธิ์  วันรุ่งขึ้นก็เอาออกมาใส่หม้อน้ำมนต์ที่อยู่ในกุฏิของท่าน  เมื่อใครเป็นอะไรให้มาขอก็ให้ไป”  สำหรับไหพระธาตุนี้   เมื่อคราวพระธาตุพนมพังทลายปี  ๒๕๑๘  ไหน้ำมนต์พระธาตุตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงแก้วชั้นที่ ๒ ห่างจากองค์พระธาตุพนมประมาณ  ๓  เมตร  อยู่ในท่ามกลางอิฐซึ่งพังลงมาทับถมอยู่รอบ ๆ ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย  ยังคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิม

                นอกจากการเสกน้ำมนต์รักษาคนไข้แล้ว  พญานาคราชเจ้าที่ประทับทรงสามเณรยังรักษาคนที่ป่วยเป็นนิ่วให้ด้วยโดยการใช้พลังเทวอำนาจสูบนิ่วออกมาให้เห็นกับตา  คนป่วยเป็นพันรายหายจากการทรมานจากโรคนิ่วโดยวิธีนี้

                วิธีการรักษาก็คือ  ขั้นแรกจะต้องทำพิธีอัญเชิญพญานาคราชเจ้าทั้ง ๗ องค์มาชุมชนเสียก่อน  ต่อจากนั้นสามเณรก็จะเข้าสมาธิจิตติดต่อเข้าเฝ้าพญานาคราชเจ้าทั้งเจ็ด  ตอนนี้เองพญานาคราชองค์ใดองค์หนึ่งจะเข้าประทับทรงร่างสามเณร  ท่านพ่อฯ ซึ่งเป็นประธานในการประทับทรงนี้  จะให้คนไข้ที่เป็นนิ่วเข้ามานั่งหน้าแท่นพุทธบูชาห่างจากสามเณรประมาณ  ๑  วา  โดยมีพระผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระอีกรูปหนึ่งนั่งอยู่ห่าง ๆ หลับตาทำสมาธิคอยตรวจสอบเหตุการณ์  เมื่อพญานาคเข้าประทับทรงสามเณรแล้ว  พญานาคจะบอกให้คนไข้นั่งตามสบาย  เพื่อให้ท่านตรวจหาก้อนนิ่วในท้อง  และโรคภัยอื่น ๆ ที่อาจมีแอบแฝงอยู่  ใช้เวลาตรวจสอบประมาณ  ๑  นาที  ก็สามารถจะบอกได้ว่า  ในท้องมีนิ่วกี่ก้อน  จากนั้นก็ให้คนไข้อ้าปากขึ้น  สักครู่เดียวพญานาคราชเจ้าจะดูดเอาก้อนนิ่วในท้องออกมา  แล้วพ่นออกจากปาก  (ปากของสามเณร  โดยก้อนนิ่วนี้จะมาเข้าปากสามเณรที่ถูกประทับทรงก่อนแล้วจึงพ่นออกมาอีกที)

                พระผู้เชียวชาญวิปัสสนาธุระ  หลับตาทำสมาธิ  จิตคอยตรวจสอบเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาบอกว่า  “ขณะที่คนไข้เป็นนิ่วอ้าปากอยู่นั้น  มองเห็นกายทิพย์ของมนุษย์ร่างหนึ่งมีขนาดโตเท่านิ้วก้อยมีรัศมีสุกปลั่ง  เหมือนประกายดาวบนฟ้าได้ลอยพุ่งออกจากร่างสามเณร  เลื่อนไหลเข้าไปในปากคนไข้  แล้วก็กลับออกมาเข้าร่างสามเณรอย่างเดิม  จากนั้นก็เห็นสามเณรพ่อนก้อนนิ่วออกจากปาก”

                ต่อมาพญานาคราชเจ้าได้เข้าประทับทรงทำการักษาโรคใช้ชาวบ้านอย่างพิสดารมหัศจรรย์  นั่น  คือ  รักษาโรคมะเร็งขแงเม็ดเลือดขาว  หรือลูคีเมีย  ด้วยการสูบเลือดให้ออกจากร่างคนไข้  พ่นออกมาทางร่างประทับทรง  ลงกระโถนแล้วเต็มเลือดบริสุทธิ์ให้ด้วยสภาวะทิพย์  ปรากฏว่ารักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวด้วยวิธีนี้  หายเป็นปกติมีอายุยืนยาวต่อไปหลายรายเป็นที่เลื่องลือ

                พญานาคราชเจ้าที่เข้าประทับทรงสามเณรเพื่อรักษาโรคนั้น  นอกจากรักษาโดยการสูบนิ่วออกจากคนไข้แล้ว  ยังสามารถรักษาคนที่ถูกผีกระทำ  คนมีวิชาอาคมกระทำอีกด้วย  เช่น  สูบตะปูขนาด  ๓  นิ้ว  ๓  ดอก  ออกจากคนไข้รายหนึ่ง  อีกรายหนึ่งได้สูบเอากระดูกผียาวประมาณคืบศอกออก  บางรายก็สูบเอาเส้นผมผีตายท้องกลมบ้าง  ก้อนกรวดบ้าง  ด้วยมัตตาสังข์  คางคกตายซาก  เศษกระดูก  ของมีคมและอะไรต่อมิอะไร  อีกหลายอย่างซึ่งสิ่งของ  ท่านพ่อฯ  ได้เก็บไว้ให้คนที่รักษาเป็นบางส่วน  ที่เก็บไว้ก็มีไม่ได้มาก  เช่น  เนื้อควายสด ๆ เปลวหมูดิบ ๆ หนังควาย  คุณไสยสด ๆ ประเภทนี้เมื่อสูบออกจากท้องจะมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น  แต่สักประเดี๋ยวก็จะเกิดอาการสั่นกระดุกกระดิกคล้ายสิ่งมีชีวิตและขยายตัวโตขึ้น ๆ เอาไปชั่งดูปรากฏว่าน้ำหนัก ๓-๔ กิโลกรัมก็มี  ต้องให้ศิษย์วัดเอาไปฝังในป่าช้า

                ท่านพ่อฯ  บอกว่าพวกคุณไสยนี้เป็นวิชาลึกลับร้ายกาจของพวกเขมรและอิสลาม  พญานาคราชเจ้าท่านบอกว่าตรวจเห็นได้ง่ายกว่าอย่างอื่น  เพราะเป็นวัตถุที่มีอยู่ในโลก  แต่ถ้าเป็นวิญญาณผีร้ายประเภทต่าง ๆ เข้าสิงในร่างแล้ว  จะมองเห็นเป็นจุดดำ ๆ หลบซ่อนอยู่ในร่างกายคนไข้ที่โน่นที่นี่  ต้องสำทับสั่งให้ปรากฏร่างมันถึงจะแสดงตัวเป็นรูปร่างให้เห็น  พญานาคจะสั่งให้มันออกจากร่างคนไข้  ผีบางตัวก็ยอมโดยดีด้วยความกลัว  แต่ผีบางตัวดุร้ายมีฤทธิ์ไม่ยอมออกง่าย ๆ ผีประเภทนี้พญานาคราชเจ้าท่านเพียงแต่คอยยืนกำกับสั่งการให้ร่างทรงปราบเองโดยบอกคาถาปราบให้บ้าง  ซึ่งคนไข้เหล่านี้เมื่อวิญญาณผีออกจากร่างไป  ก็จะหายเป็นปกติ

                การรักษาคนไข้ของพญานาคราชเจ้า  ด้วยการเข้าประทับทรงนี้ส่วนมากหายขาดจากโรงภัยได้อย่างมหัศจรรย์  แต่ก็มีหลายรายเหมือนกันที่ไม่รอด  เพราะถึงคราวที่ต้องตายไปตามวิบากกรรมของตน  รายไหนจะไม่รอด  พญานาคราชเจ้าจะตรัสผ่านทางร่างประทับทรงว่า  คนไข้รายนี้อาการหนักนะท่านเจ้าคุณ  ถ้าท่านบอกอย่างนี้ก็แปลว่าแย่  ไม่มีทางรักษาได้นอกจากจะผ่อนหนักเป็นเบา  เช่นกำหนดคงจะตายภายในสามวันหรือเจ็ดวัน  แต่พ่อแม่หรือลูกหลานอยู่ไกลยังมาไม่ถึงอยากเห็นหน้าอยากจะสั่งเสียอะไรเหล่านี้  พญานาคราชเจ้าก็พอจะช่วยต่ออายุให้ได้บ้างตามสมควรแก่กรณี